นี่คือประวัติที่มาของชื่อ “บูลด็อก” น่ากลัวกว่าที่คุณจินตนาการเอาไว้

หลายคนอาจสงสัยว่าสุนัขพันธุ์ “บูลด็อก” (Bulldog) ได้ชื่อมาจากไหน ซึ่งเป็นคำถามที่น่าสนใจ ทุกวันนี้สุนัขพันธุ์นี้มีชื่อเสียงในเรื่องการปกป้องและความจงรักภักดี และดูเหมือนมันจะขี้เกียจ แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเด็กๆ แต่ประวัติของบูลด็อกนั้นย้อนไปได้หลายร้อยปี ซึ่งในเวลานั้นมันก้าวร้าวและดุร้ายกว่าตอนนี้มาก มันไม่ได้ถูกเลี้ยงให้เป็นเพื่อนกับมนุษย์แต่ใช้เพื่อความบันเทิงของคนรวย

ประวัติบูลด็อก

ในช่วงยุคกลาง การต่อสู้ของสุนัขพันธุ์นี้เป็นที่นิยมไปทั่วอังกฤษและยังมีรายได้จากการพนันซึ่งสร้างกำไรให้เจ้าของคอกสุนัขเป็นล่ำเป็นสัน สุดท้ายกีฬาอันโหดร้ายนี้กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายในปี 1838 ..ซึ่งการสั่งยุติกีฬานี้เคยเกือบทำให้สุนัขชนิดนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว

แต่แล้วบูลด็อกได้ถูกนำไปยังอเมริกาและกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม หลายที่มีมันเป็นมาสค็อต ที่โด่งดังสุดคือนาวิกโยธินสหรัฐที่มีบูลด็อกเป็นมาสค็อต ฉายา “เดวิล ด็อก’’ (Devil Dog) และยังโด่งดังจากการ์ตูนเรื่อง ทอมแอนเจอร์รี่ ทุกวันนี้ยากที่จะเชื่อสุนัขแสนขี้เกียจนี้เคยเป็นสัตว์ที่ดุร้ายและก้าวร้าวขนาดนี้

1. บูลด็อกอาจจะเป็นผลของการขยายพันธุ์จากสุนัขพันธุ์ปั๊กและมาสทิฟฟ์

การเพาะพันธุ์ย้อนไปได้ยาวนาน อาจจะตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 บางคนคิดว่ามันน่าจะเป็นลูกผสมระหว่างปั๊กและมาสทิฟฟ์ ในปี 1632 มีการใช้คำว่าบูลด็อกเป็นครั้งแรกในจดหมายที่ Preswick Eaton เขียนขึ้นด้วย

2. สุนัขพวกนี้ถูกฝึกมาเพื่อกีฬาล้มวัว

ในประวัติศาสตร์สุนัขส่วนมากนอกจากใช้ในทางทหาร มันจะถูกฝึกมาสำหรับใช้ในฟาร์ม อย่างเฝ้าและต้อนปศุสัตว์ และยังมีการใช้ในกีฬาสู้วัวอีกด้วย วัวนั้นจะถูกล่ามที่คอ สุนัขจะกัดที่จมูกวัวและกดไว้จนกว่าวัวจะล้มลง แต่มันก็เสี่ยงที่ทำให้สุนัขถูกฆ่าตายได้ กีฬาชนิดนี้นั้นเป็นที่นิยมในช่วงยุคกลางจนกระทั้งมีกฏหมายคุ้มครองสัตว์ในปี 1835

3. สุนัขขนาดเล็กที่มีหลังแข็งแรงทำให้บูลด็อกได้ชื่อนี้มา

ในช่วงเริ่มแรก สุนัขมาสทิฟฟ์ถูกใช้ในกีฬาสู้วัว แต่สุนัขชนิดนี้มีขนาดใหญ่และหลบไม่ค่อยได้ทำให้ไม่เหมาะสม จึงมีการเพาะพันธุ์สุนัขชนิดใหม่ที่ขนาดเหมาะสำหรับการสู้วัว โดยให้มีน้ำหนักเน้นไปด้านหน้า ทำให้โอกาสบาดเจ็บที่หลังนั้นน้อยลงและยังมีขาหน้าที่แข็งแกร่ง ยังเลี่ยงการโดนขวิดได้อีกด้วย

บูลด็อกสมัยนั้นมีความก้าวร้าวอย่างมาก (ต่างจากสมัยนี้มาก) มันสามารถล้มวัวที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ โดยการโจมตีส่วนจมูกและพยายามกดให้ล้มลงยิ่งถ้าพวกมันมีหลายตัวบางครั้งใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีในการล้มวัวที่โตเต็มวัย

4. สุนัขจำนวนมากตายจากกีฬา และยังต้องเสียฟันของมัน

หลายตัวถูกวัวขวิดและเหยียบตาย ถึงจะรอดมาได้ก็อาจจะต้องเสียฟันไปจากการปะทะ ซึ่งมีสุนัขจำนวนมากที่ต้องสังเวยชีวิตให้กีฬานองเลือดอันนี้ คาดการว่ากว่าจะมีกฏหมายห้าม มีสุนัขมากถึง 10,000 ตัวที่ต้องตายจากกีฬาชนิดนี้

5. บูลด็อกเป็นสัตว์นักสู้

มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับบูลด็อก หนึ่งในเรื่องที่ดังสุดคือบูลด็อกตัวหนึ่งที่ยังต่อสู้ต่อ ถึงแม้มันจะโดนตัดขาไปแล้วมันยังจะสู้กับวัวต่อ โดยไม่สนอาการบาดเจ็บของมัน ทำให้มันขึ้นชื่อในด้านการต่อสู้เป็นอันมาก

6. ถึงจะบาดเจ็บก็ยังต้องสู้เพื่อการพนัน

บูลด็อกถูกฝึกมาให้สู้กับวัว แต่ที่น่าตกใจคือการที่มันต่อสู้จนตัวตาย ในบางครั้งคนคุมเกมก็ได้ตะโกนสั่งให้พวกมันกลับเข้าไปสู้ ถึงแม้มันบาดเจ็บสาหัสแล้ว ซึ่งเพราะกีฬานี้เป็นที่นิยมในการพนันด้วยทำให้เป็นสาเหตุที่คนคุมเกมต้องการให้พวกมันกลับไปสู้ต่อ สุนัขที่บาดเจ็บมากๆ จะถูกปล่อยทิ้งให้ตายแล้วหาตัวใหม่มาแทนที่

7. ไม่ใช่แค่วัว ยังมีหมี และม้าอีกด้วย

มันไม่ได้สู้แค่กับวัวเท่านั้น ยังมีการนำเอาหมีและม้าเข้ามาในกีฬานองเลือดนี้ ซึ่งหลายครั้งสุนัขถูกฆ่าตายจนหมดโดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับหมี แต่ก็มีบางครั้งที่พวกมันสามารถเอาชนะหมีได้

ก็อย่างที่เห็นแม้บูลด็อกจะดูนิสัยดี ตัวเล็กนิดหน่อย แต่หน้าตามันก็น่ากลัวอยู่ดี แต่หากเทียบกับบูลด็อกสมัยก่อน บูลด็อกในสมัยนี้คงเรียกได้ว่าเป็นเด็กดีเลยทีเดียว

อ่านเรื่องอื่น