หน้าแรก พืชและสัตว์ ปลาหมอบัตเตอร์ ภัยพิบัติเงียบแห่งเขื่อนศรีนครินทร์

ปลาหมอบัตเตอร์ ภัยพิบัติเงียบแห่งเขื่อนศรีนครินทร์

ปลาหมอบัตเตอร์ คือ 1 ใน 3 ปลาหมอสี ที่กรมประมงประกาศห้ามเลี้ยงเด็ดขาด แต่ในปลาทั้ง 3 ชนิดนี้ มีเพียงปลาหมอสีคางดำ เท่านั้นที่มีข้อมูลค่อนข้างมาก ส่วนปลาหมอบัตเตอร์ ข้อมูลแบบเข้าถึงได้ง่าย อาจจะมีแค่ไม่กี่บรรทัด และเพราะแบบนี้ ผมเลยไปขุดข้อมูลเกี่ยวกับปลาชนิดนี้มาเล่า ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่า คงมีผมเพียงคนเดียวที่บ้าพอ ที่จะสรุปเรื่องนี้ออกมา และเพราะมันเป็นการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่เกี่ยวกับปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งยาวมากๆ มันจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ยากจะเข้าใจ แต่ยังไงซะผมเองก็จะพยายามที่ทำให้มันง่ายที่จะเข้าใจ ยังไงก็ลองรับชมกันนะครับ ลืมบอกไปอีกอย่าง! เรื่องนี้ส่วนหนึ่งของเอกสารวิชาการ ปี พ.ศ. 2562

ปลาหมอบัตเตอร์ พบมากในเขื่อนศรีนครินทร์ได้อย่างไร?

ปลาหมอบัตเตอร์ (Zebra tilapia) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เฮเทอโรทิลาเปีย บุตติโคเฟรี (Heterotilapia buttikoferi) เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ปลาหมอสี (Cichlidae) หรือก็คือ วงศ์เดียวกับ ปลานิล ปลาหมอสีคางดำ นั้นเอง ..ปลาหมอบัตเตอร์เมื่อโตเต็มวัย จะมีนิสัยค่อนข้างดุร้ายและก้าวร้าว มีพฤติกรรมจับคู่ผสมพันธุ์ และมันจะสร้างที่กำบังด้วยการทำรังหรือหลุม โดยจะขุดพื้นจนเป็นหลุมคล้ายหลุมขนมครก บอกตรงๆ ว่า ที่เขื่อนศรี ช่วงที่น้ำน้อย ผมเคยเห็นหลุมของปลาหมอบัตเตอร์กว้างเมตรกว่าๆ จุดลึกสุดของหลุมวัดด้วยสายตา 30 – 40 เซนติเมตร!

ปลาหมอบัตเตอร์ จะอยู่ในหลุม มันจะดูแลไข่และตัวอ่อนด้วยการอมไว้ในปากเพื่อป้องกันศัตรูที่จะมากิน ซึ่งเหมือนกับปลาหมอสีคางดำ จึงทำให้ลูกปลามีอัตราการรอดตายสูงมาก

ลักษณะทั่วไปของปลาหมอบัตเตอร์คือ มีลำตัวแบนข้าง มีแถบสีเข้มพาดขวางลำตัวจำนวน 7-8 แถบ แถบที่ 1 พาดบริเวณตำแหน่งส่วนหัวแล้วจะพาดผ่านตา ส่วนแถบสุดท้ายเป็นลายพาดบริเวณคอดหาง สีของตัวปลาสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัย พบตั้งแต่สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม จนถึงสีเทา บางตัวมีสีเข้มจนดำ และอาจไม่มีแถบพาด เป็นปลาที่ยาวได้ประมาณ 40 เซนติเมตร แต่เคยมีรายงานพบยาวกว่า 60 เซนติเมตร

ปลาหมอบัตเตอร์ ต่างจากปลานิลและปลาหมอสีคางดำ เพราะมันถูกนำเข้ามาเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และยังไม่มีหลักฐานที่แสดงถึงช่วงเวลาการนำเข้า หรือแม้แต่วิธีการนำเข้า! ก็ไม่มีบันทึกเอาไว้

แต่! จากข้อมูลที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้มาคือ มันเริ่มจากมีนายทุนจากนอกพื้นที่ ได้นำเอาลูกปลาหมอบัตเตอร์มาให้เลี้ยงในกระชัง เมื่อปี พ.ศ. 2550 แล้วบอกว่า จะมารับซื้อคืนภายหลัง ทั้งนี้ก็เพื่อนำไปส่งขายให้กับตลาดปลาสวยงาม แต่หลังจากนั้น นายทุนก็ไม่มารับซื้อปลาคืนตามที่ตกลงกันเอาไว้

เพราะแบบนี้ เลยทำให้มีปลาหมอบัตเตอร์ตกค้างอยู่ในกระชังเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริเวณที่เลี้ยงปลาหมอบัตเตอร์ในกระชังขณะนั้น อยู่ใกล้กับบ้านท่าแม่แฉลบ และบ้านห้วยแม่ละมุ่นโดยมีระยะห่างจากกระชังเลี้ยงปลาประมาณ 3 – 5 กิโลเมตร นี่จึงอาจเป็นเหตุให้ปลาหมอบัตเตอร์หลุดจากกระชังลงไปในเขื่อน

และเพราะแบบนี้ เลยทำให้ปลาหมอบัตเตอร์มีมากเป็นพิเศษในบริเวณนั้น แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ที่แน่ๆ มีรายงานการแพร่ระบาดในเขื่อนศรีนครินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2554

ปลาหมอบัตเตอร์ และ ปลาท้องถิ่นในเขื่อนศรีนครินทร์

ทั้งนี้จากการรวบรวมพันธุ์ปลาในเขื่อนศรีนครินทร์ จากแพปลาทั้ง 6 แห่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 – 2560 เลยทำให้ทราบว่า ในเขื่อนศรีนครินทร์ มีปลาที่ถูกจับบ่อยอยู่ 24 วงศ์ แบ่งเป็นอย่างน้อย 75 ชนิด โดยปลาในวงศ์ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาซิว รวมแล้วมากถึง 37 ชนิด รองลงมาคือ วงศ์ปลากราย และ วงศ์ปลาบู่ อย่างล่ะ 4 ชนิด วงศ์ปลากด ปลาแขยง วงศ์ปลาเนื้ออ่อน และ วงศ์ปลาช่อน อย่างล่ะ 3 ชนิด และยังมีปลาที่ยังไม่สามารถระบุชนิดที่ชัดเจนได้อีก

เมื่อพูดถึงปลาต่างถิ่น ที่สามารถระบุตัวได้ จะมีอยู่ 5 ชนิด คือ ปลาหมอบัตเตอร์ ปลาไน ปลายี่สกเทศ ปลาเปคูแดง และปลานิล โดยปลาหมอบัตเตอร์สามารถพบได้ทุกจุดในเขื่อนศรีนครินทร์ ตัวใหญ่ที่สุดที่พบคือ 39 เซนติเมตร

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปลาพื้นเมืองบางชนิด เช่น ปลาหมอช้างเหยียบ ปลาแรด ที่เคยพบมาก ก็ลดน้อยลงไปมาก นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอบัตเตอร์ อาจเป็นเพราะปลาหมอบัตเตอร์มีนิสัยค่อนข้างดุร้ายและก้าวร้าว จึงมีการแก่งแย่งแหล่งอาศัย แหล่งอาหาร รวมทั้งกินไข่หรือตัวอ่อนของปลาชนิดอื่นๆ ส่งผลให้ปลาพื้นเมืองจำพวกปลาหมอช้างเหยียบ หรือ ปลาแรดลดจำนวนลงไป

ประชากรปลาหมอบัตเตอร์ เพิ่มขึ้นเร็วจนน่ากลัว

จากสถิติการจับสัตว์น้ำโดยรวมจากแพรับซื้อปลา 6 แห่งในเขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนท่าทุ่งนา ที่อยู่ใกล้กัน ระหว่างปี พ.ศ. 2544 – 2560 พบปลาหมอบัตเตอร์ ถูกจับได้ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2551 จำนวน 31 กิโลกรัม แต่ในช่วงเวลานั้น ยังไม่มีใครสนใจปลาชนิดนี้ พวกคิดเพียงว่ามันเป็นปลาแปลกๆ ที่คล้ายปลานิลอีกชนิด …รายงานจึงยังไม่ค่อยได้รับความสนใจ

หลังจากนั้นปริมาณการจับก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนในปี พ.ศ. 2560 ก็มีรายงานจากแพปลาทั้ง 6 แห่งว่า จับปลาหมอบัตเตอร์ได้ 10,190 กิโลกรัม หากเปรียบเทียบปริมาณการจับปลาหมอบัตเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ในระยะเวลา 10 ปี ก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% และมีแนวโน่มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก นี่แสดงให้เห็นว่าปลาหมอบัตเตอร์ ประสบความสำเร็จอย่างมากในเขื่อนศรีนครินทร์

ข้อเสนอ เพื่อควบคุมปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนศรีนครินทร์

เขื่อนศรีนครินทร์เป็นแหล่งท้องเที่ยวยอดนิยม และยังเป็นหมายตกปลาที่นักตกปลาเพื่อเป็นเกมกีฬาชื่นชอบอีกด้วย! ด้วยเขื่อนขนาดใหญ่ น้ำลึก เรื่องการกำจัดปลาชนิดนี้ออกไปจากเขื่อน จึงเป็นไปไม่ได้เลย แต่การควบคุมไม่ให้มันเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ถือว่าเป็นไปได้

สิ่งที่ต้องทำกันอยู่แล้วก็คือการจับพวกมันออกจากแหล่งน้ำ ซึ่งจริงๆ ก็มีชาวบ้านกับตกปลาทำกันอยู่เสนอ แต่นั้นไม่เพียงพอ เพราะยังขาดความต่อเนื่อง การจัดแข่งขันตกปลาก็เป็นอีกทางเลือก แต่! ที่ผ่านมา แทบไม่เคยมีการแข่งขันตกปลาที่ประสบความสำเร็จในเขื่อนศรีเลย

ถามว่าทำไมนะเหรอ? นั้นเพราะ แม้แต่นักตกปลา ยังเตะตัดขากันเอง เห็นใครจัดได้ดีเป็นไม่ได้ ต้องมีการไปฟ้องเจ้าหน้าที่ จนสุดท้ายก็ไม่สามารถจัดแข่งขันตกปลาได้สักกะงาน แน่นอนว่า เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยสนับสนุนด้วย กลับกัน หากได้รับการสนับสนุนมันก็เป็นเรื่องที่ดี ทั้งการท้องเที่ยว และ การจัดการปลารุกรานชนิดต่างๆ แน่นอน!

สุดท้าย! แม้ปลาหมอบัตเตอร์จะเป็นรุกราน แต่มันก็เป็นปลาที่มีเนื้อดีและค่อนข้างเยอะ ชาวประมงในพื้นที่เองก็ได้ให้ข้อว่า ปลาหมอบัตเตอร์นอกจากจะเอากินแล้ว ยังมีราคารับซื้ออยู่ที่ 30 – 40 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าขายปลีกก็ 40 – 60 บาท ต่อกิโลกรัม ความจริงมันมีราคาพอๆ กับปลาสวายเลย และหากคิดถึงขนาดตัวของปลาชนิดนี้ จับได้ 1 – 3 ตัว ก็ได้ 1 กิโลกรัมแล้ว ..การจับไปขายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่! ห้ามเอาไปขายแบบเป็นๆ นะ มันผิดกฎหมาย

อ่านเรื่องอื่น