หน้าแรก บทความพิเศษ อดีตที่ยากลำบากของ กระซู่ สัตว์ที่เคยมีมากมายในไทย

อดีตที่ยากลำบากของ กระซู่ สัตว์ที่เคยมีมากมายในไทย

กระซู่ เป็นสัตว์จำพวกแรดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ในตอนนี้มันเป็นสัตว์ป่าที่หายากมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก ซึ่งทั่วโลก แม้จะมองโลกในแง่ดี รวมในสวนสัตว์อาจมีไม่ถึง 100 ตัวแต่! คุณรู้หรือไม่ว่า สัตว์ที่หายากขนาดนี้ เคยมีมากมายในไทย จริงๆ ในสมัยก่อนโน่น พวกมันมีมากมายอย่างกับไก่ป่า แต่พวกมันโดนอะไรเข้าไป? ป่ะเดี๋ยวมาดูกัน

กระซู่ คืออะไร?

ก่อนอื่นมารู้จักกับกระซู่กันก่อน! กระซู่, แรดสุมาตรา (Sumatran rhinoceros) หรือ แรดขน (hairy rhinoceros) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไดเซอโรไรนัส สุมาเตรนซิส (Dicerorhinus sumatrensis) จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกชนิดหนึ่ง โดยกระซู่ถือเป็น “แรดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก” และเป็นแรดเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุลไดเซอโรไรนัส อีกด้วย

กระซู่เป็นแรดที่มี 2 นอ! ซึ่งต่างจากแรดอินเดียและแรดชวาที่มีเพียงนอเดียว และถึงแม้กระซู่จะมี 2 นอ แต่นอก็ไม่ได้ไม่ตั้งยาวขึ้นมาเหมือนแรดชวา นอหน้าใหญ่กว่านอหลัง โดยทั่วไปยาวแค่ 15-25 เซนติเมตร ลำตัวมีขนหยาบยาวปกคลุม เมื่อโตเต็มจะสูงได้ประมาณ 140 เซนติเมตร ลำตัวยาวประมาณ 250 เซนติเมตร และมีน้ำหนักระหว่าง 500-800 กิโลกรัม

โดยปกติ! กระซู่จะอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้น ป่าพรุ และป่าเมฆ ในประเทศอินเดีย ภูฏาน บังกลาเทศ พม่า ลาว ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลเสฉวน ..แต่ปัจจุบันกระซู่ถูกคุกคามจนอยู่ในขั้นวิกฤติ เหลือประชากรเพียงห้าหรือหกแหล่งในป่า สี่แหล่งในสุมาตรา หนึ่งแหล่งในบอร์เนียว ส่วนในมาเลเซียซึ่งเคยเชื่อว่ามีอยู่ ก็ได้ประกาศการสูญพันธุ์ไปจากประเทศ หลังจากที่กระซู่ตัวเมียตัวสุดท้าย ตายเมื่อปี พ.ศ.2562 (2019)

สำหรับในประเทศไทย เคยมีรายงานการพบกระซู่ในหลายๆ แหล่งได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาสก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ในปัจจุบันคาดว่ายังมีกระซู่หลงเหลืออยู่แค่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา บริเวณป่าฮาลาบาลา แต่ในความเป็นจริง! ก็ไม่มีการพบเห็นตัวจริงๆ มานานมากแล้ว จนทำให้กระซู่ถูกจัดเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของประเทศไทย และกระซู่เป็นก็สัตว์ป่าสงวนของไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535

และนอกจากกระซู่ ที่เรารู้จักกัน ยังมีสายพันธุ์ย่อยอีก 2 ชนิด คือ แรดสุมาตราตะวันออก (Dicerorhinus sumatrensis harrissoni) ชนิดนี้พบเฉพาะในเกาะบอร์เนียว ในป่า ซาบาห์ ประเทศ มาเลเซีย และ กาลีมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าเหลือไม่ถึง 10 ตัวในโลก อีกชนิดคือ แรดสุมาตราเหนือ (Dicerorhinus sumatrensis harrissoni) พบในอินเดีย, ภูฏาน, บังกลาเทศ, เมียนมา, จีนตอนใต้ เป็นชนิดที่อาจสูญพันธุ์ไปแล้ว

แรดสุมาตราตะวันออก (Dicerorhinus sumatrensis harrissoni)
แรดสุมาตราเหนือ (Dicerorhinus sumatrensis harrissoni)

อดีตที่ยากลำบากของ กระซู่ในไทย!

ในอดีต! สมัยกรุงศรีอยุธยา กระซู่ ไม่ใช่สัตว์ที่หายากอะไรเลย โดยหลักฐานมีบันทึกไว้ใน “สมุทรโฆษคำฉันท์” รวมถึงการบันทึกของชาวต่างชาติ ในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเนื้อหาได้ระบุไว้ว่า สมัยอยุธยา มีการละเล่น “ชนแรด” และยังมี “ควาญแรด” ซึ่งมีหน้าที่คล้ายควาญช้าง แต่เปลี่ยนเป็นดูแลแรด

ต่อมา! มีชาวฝรังเศส ที่ได้มาพำนักในกรุงศรีอยุธยา เมื่อกว่า 300 ปีก่อน และมีบันทึกส่วนหนึ่งที่พูดถึง ชิ้นส่วนของแรด โดยเฉพาะจากกระซู่ เอาไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” กับอีกเล่มคือ “ประวัติศาสตร์ แห่งพระราชอาณาจักรสยาม”

โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในกล่าวถึง นอแรด เป็นของขึ้นชื่อของ เมืองกาญจนบุรี และ เมืองพิษณุโลก และเมื่อดูดีๆ แล้ว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับแรด แต่เป็นจระเข้! โดยในเนื้อหา จะมีการพูดถึงวิธีล่าจระเข้ในสมัยนั้น และที่น่าตกใจคือ จระเข้มีเยอะมาก แถมขนาดของจระเข้ที่บอกว่าเป็นขนาดถึง 20 ฟุต หรือ 6.1 เมตร! แถมมีบอกว่า พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามทรงมีรับสั่งให้จับสัตว์เหล่านี้เป็น ๆ มาเก็บในสวนสาธารณะไว้สู้กับเสือและช้าง

มาถึงแรด บันทึกเขียนไว้ว่า แรดเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่รองจากช้าง! หนังของมันเป็นสินค้ายอดนิยม บางครั้งชาวสยามก็เลี้ยงแรดเพื่อส่งไปเป็นบรรณาการถวายจักรพรรดิจีน โดยชาวสยามต้องนำลูกแรดที่จับได้ในป่า ไปยังพระราชสำนัก!

นอกจากนอแรดแล้ว ชาวสยามในสมัยนั้น ยังถือว่า เนื้อแรดเป็นเนื้อที่มีรสชาติอร่อยมาก นอกจากนี้ยังมีการเก็บเลือด โดยเฉพาะเลือดจากหัวใจแรด เชื่อว่าเป็นยารักษาโรคเจ็บอก ซึ่งในสมัยนี้คือ วรรณโรค กับโรคที่เป็นโรคธรรมดาของผู้หญิง ส่วนนอแรด เอาไปทำถ้วย ซึ่งถือเป็นวัตถุถอนพิษได้ทุกชนิด นอแรดบางอันมีราคาถึงร้อยเอกู หน่วยเงินนี้ ผมไม่แน่ใจว่าหมายถึง หน่วยเงิน เอกิว (Ecus) หรือเปล่า เอาเป็นว่าเป็นหน่วยเงินยุโรป และตามที่กล่าวมา ทุกส่วนของแรดสามารถนำมากินและใช้ในการรักษาโรค จึงไม่แปลกหากจะโดนล่าอย่างหนัก

ผ่านยุคกรุงศรีอยุธยา จนมาถึง ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น นอแรด ยังคงเป็นสินค้าสำคัญ ทั้งใช้ในประเทศและส่งออก โดยในตอนนั้น มี “ภาษีนอแรด” ซึ่งมันสำคัญขนาดที่ว่าเป็น 1 ใน 38 ชนิดของภาษีอากรที่รัฐจัดเก็บในสมัยรัชกาลที่ 3 …เมื่อมาถึงตรงนี้ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แรดในไทย หรือกระซู่ในสมัยนี้ ได้ถูกล่าอย่างหนักมาตลอด จากที่เคยมีมากมายอย่างกับไก่ป่า! ผ่านมา 400 ปี ก็ได้สูญพันธุ์ไปจากป่าของไทยเป็นที่เรียบร้อย

อ่านเรื่องอื่น