
ชนิดที่ 1. ผักเป็ดแดง (Alternanthera sessilis)
ผักเป็ดแดง เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของไทย ที่เติบโตได้ทั้งในน้ำ และบนบกที่ชุ่มชื้น จัดเป็นพืชน้ำประเภทสะเทินน้ำสะเทินบกที่มีอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อยไปตามพื้นดิน ปลายยอดชูตั้งสูง ประมาณ 30 เซนติเมตร ภายในกลวง มีขนอ่อนปกคลุม มักมีรากออกตามข้อใกล้พื้นดิน ลำต้นสีเขียว ออกม่วงแดง มีข้อปล้องชัดเจน มีใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้น แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวมะกอก เป็นรูปไข่ ส่วนปลายใบกว้างกว่าส่วนโคนใบ ใบยาว 1-4 เซนติเมตร กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ขอบใบเป็นฟันเลื่อยตื้นๆ
ออกดอกเมื่ออยู่เหนือน้ำ โดยดอกจะเป็นช่อ มีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว ดอกย่อยออกเรียงเป็นกระจุกแบบช่อกระจุกแน่นอยู่ตรงซอกใบ เหมาะที่จะปลูกไว้กลางตู้ ข้างตู้ หรือหลังตู้ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีตัดลำต้นปักชำในแปลงดิน หรือกรวดขนาดเล็กที่ขึ้นแฉะ หรือใช้เมล็ด
ชนิดที่ 2. ชบาใหญ่ (Aponogeton undulatus)
พืชในสกุลเดียวกับชบาใหญ่มีอยู่อย่างน้อย 47 ชนิด เป็นพืชน้ำที่พบกระจายพันธุ์อยู่ในเขตอบอุ่น แต่! ชนิดที่นิยมนำมาปลูกในตู้ปลาส่วนใหญ่จะมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ในธรรมชาติจะเติบโตใต้น้ำ บริเวณน้ำตื้นและนิ่ง หรือไหลเอี่อยๆ เช่น นาข้าว หนอง บึง หรือแม้แต่ลำธาร
เป็นพืชที่มีหัวหรือไรโซมอยู่ในพื้นดินใต้น้ำ มีใบเดี่ยวยาวแตกออกจากลำต้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีก้านช่อดอกยาวซึ่งจะส่งให้ดอกเติบโตเหนือน้ำ ดอกคล้ายดอกชบา จึงมักถูกเรียกว่าชบาน้ำ สำหรับชบาใหญ่ (Aponogeton undulatus) ชนิดที่พบในประเทศไทยจะมีลักษณะเด่นตรงที่ ใบที่เติบโตใต้น้ำจะมีลวดลาย โดยบางส่วนของเนื้อเยื่อจะดูเป็นแผ่นใบโปร่งใส บางส่วนจะมีสีเขียวสดจนถึงสีเขียวเข้ม เหมาะเป็นไม้กลางตู้ ข้างตู้ ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด หัว หรือเพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อ
ชนิดที่ 3. พรมมิ (Bacopa monnieri)
พรมมิ หรือ หยดน้ำตา เป็นไม้น้ำที่พบขึ้นตามชายน้ำ ในแหล่งน้ำนิ่ง หรือตามพื้นที่มีน้ำขัง มีลำต้นเกลี้ยง อวบน้ำ เลื้อยทอดไปตามพื้น และจะชูปลายยอดขึ้นเหนือน้ำ

พรมมิ เป็นพืชน้ำที่สูงได้ประมาณ 20 เซนติเมตร รากจะยึดติดกับดิน หรือ อาจแตกตามข้อ มีใบเดี่ยวสีเขียวรูปไข่ แตกออกจากลำต้น นิยมนำมาปลูกไว้กลางตู้ ข้างตู้ และยังกินเป็นอาหารได้ ปัจจุบันมีการนำพรมมิมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมองและความจำ ขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นปักในดินหรือกรวดที่ชื้นแฉะ
ชนิดที่ 4. ไส้ปลาไหล (Barclaya longifolia)
ไส้ปลาไหล หรือ บัวแดง เป็นไม้น้ำที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย และพม่า พบเติบบริเวณแหล่งน้ำจืด ตามลำธาร น้ำตก จัดเป็นพืชใต้น้ำที่มีอายุหลายปี ลำต้นเติบโตอยู่ใต้น้ำเป็นไรโซมกลม มีรากยึดดินใต้น้ำ ใบแตกจากลำต้นเป็นกอประมาณ 6 – 7 ใบ เป็นใบเดี่ยวแตกสลับกันอยู่ใต้น้ำ หรือลอยบนผิวน้ำ แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอกยาว ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเป็นเงา หรือเขียวน้ำตาลจนถึงแดง ด้านล่างมีสีม่วงแดง

นิยมนำมาประดับตู้ปลาบริเวณกลางตู้ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยใช้เมล็ด หัวย่อย ต้นอ่อนที่แตกขึ้นมาจากไรโซม หรือ เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อ
ชนิดที่ 5. สันตะวาใบข้าว (Blyxa echinosperma)
สันตะวาใบข้าว หรือ สันตะวาใบแหลม มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่หลายแห่งในทวีปเอเชีย โดยในประเทศไทยจะพบบริเวณภาคใต้ ฝั่งตะวันออก และภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี และตราด จัดเป็นพืชมีดอก ใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชใต้น้ำที่มีอายุปีเดียว
พบตามหนองน้ำ แม่น้ำทั่วไป และในนาข้าว โดยมักขึ้นในน้ำที่ค่อนข้างใส ลำต้นใต้ดินจะเป็นเหง้าสั้นๆ มีทรงต้นเป็นพุ่ม ใบแตกออกจากลำต้นเป็นกอ มีใบลักษณะเป็นแถบยาวปลายใบเรียวแหลม ข้อนกันอาจมีถึง 50 ใบ แผ่นใบมีสีเขียวออกน้ำตาล ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ต้นที่อยู่เหนือดินเป็นข้อสั้นๆ ยาว 2.5-10 เซนติเมตร มีดอกเดี่ยวขนาดเล็ก ก้านดอกยาวซึ่งจะส่งดอกขึ้นมาเติบโตเหนือน้ำ นิยมนำมาประดับตู้ปลา เหมาะที่จะปลูกกลางตู้ เป็นพืชที่กินได้ สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และตัดเหง้าแยกต้นไปปลูกใต้น้ำ

ชนิดที่ 6. รากดำใบใหญ่ (Bolbitis heteroclita)
รากดำใบใหญ่ หรือ เฟิร์นหางหงส์ หรือ กูดเป้า และกูดเป้าหลวง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นประเทศไทย เมียนมาร์ และบริเวณเขตร้อนแถบอินโดไชน่า เช่น จีน และไต้หวัน มักพบเติบโตอยู่ตามริมลำธารน้ำตก ทั้งบนดินและโขดหินที่มีดินติด ในพื้นที่ป่าดิบ ที่มีความชุ่มชื้นสูง มีแสงรำไรใกล้แหล่งน้ำ

รากดำชนิดนี้มีลำต้นเป็นเหง้าที่เล็กผอมและกลม กว้างประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ทอดขนานยาวไปตามผิวที่เกาะอาศัย เหง้ามีขนหรือเกล็ดสีดำ ใบ เป็นใบเดี่ยวหรือใบประกอบขนนกปลายคลี่ แผ่นใบยาว 20-30 เซนติเมตร ใบย่อย แตกเป็นคู่จำนวน 2-3 คู่ ทั้งนี้รากดำใบใหญ่ เป็นไม้น้ำในกลุ่มเฟิร์นที่สวยงาม สามารถนำไปปลูกเกาะติดกับขอนไม้หรือก้อนหิน ขยายพันธุ์ด้วยการใช้สปอร์ ต้นอ่อนที่แตกจากใบ หรือ เพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อใบอ่อน
ชนิดที่ 7. สาหร่ายพุงชะโด (Ceratophyllum demersum)
สาหร่ายพุงชะโด จัดเป็นพืชมีดอก ใบเลี้ยงคู่ พบแพร่กระจายทั่วโลก มักขึ้นอยู่ในหนองบึง นาข้าว จัดเป็นพืชน้ำจืดที่มีอายุหลายฤดู มีการเติบโตอยู่ใต้น้ำส่งปลายยอดขึ้นมาที่ผิวน้ำ ลำต้นผอมเป็นสายกลมยาว แตกกิ่งก้านมาก ไม่มีราก ลอยเป็นอิสระอยู่ใต้ผิวน้ำ มีใบเรียงรอบข้อเป็นชั้น จำนวนข้อละ 7-12 ใบ ใบมีลักษณะเป็นเส้นยาวคล้ายเส้นด้าย สีเขียวสด ขอบใบจักแบบฟันเลื่อย

หากได้รับแสงสว่างและแร่ธาตุเพียงพอ ส่วนยอดจะมีสีชมพูสวยงาม ดอกมีขนาดเล็กสีขาวจนถึงออกเขียว เกิดอยู่ที่โคนซอกใบ เป็นดอกเดี่ยวแบบแยกเพศแต่เกิดบนต้นเดียวกัน นิยมนำมาปลูกประดับตู้ปลา โดยปลูกบริเวณหลังตู้ หรือปลูกในอ่างน้ำ นอกจากนี้ยังใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาได้ ขยายพันธุ์โดยการตัดลำต้นปักชำใต้น้ำ
ชนิดที่ 8. ผักกูดเขากวาง (Ceratopteris thalictroides)
กกูดเขากวาง หรือ ผักกูดน้ำ เป็นพืชล้มลุกจำพวกเฟิร์น มีอายุฤดูเดียว พบทั่วไปในเขตร้อนของเอเชีย เกาะแปซิฟิก และอเมริกา มักขึ้นตามหนองน้ำ คูคลอง นาข้าว ที่ระดับน้ำไม่ลึกมาก มีแสงสว่างเพียงพอ เติบโตอยู่ในน้ำทั้งต้นหรือชูใบขึ้นเหนือน้ำ หรือขึ้นบนพื้นดินชื้นแฉะ มีลำต้นสั้น ตั้งตรง สูงประมาณ 10-60 เซนติเมตร คลุมด้วยเกล็ดเล็กๆ ก้านใบใหญ่อวบน้ำ มีลักษณะเป็นสันสี่เหลี่ยมสีเขียว ใบมี 3 แบบคือ ใบแบบแรกมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบแบบที่สองเป็นใบที่สร้างสปอร์ ลักษณะใบเป็นเส้นกลมที่ปลายใบแตกเป็น 2 ง่าม ใบแบบที่สามเป็นใบเดี่ยวแผ่ออกเป็นแผ่น ขอบใบหยักเว้า เหมาะใช้ปลูกหลังตู้ หรือข้างตู้ นอกจากนี้ใบอ่อนยังกินได้

ชนิดที่ 9. พลับพลึงธาร (Crinum thaianum)
พลับพลึงธาร หรือ หอมน้ำ เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบเฉพาะในประเทศไทย มีการแพร่กระจายตามธรรมชาติเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนองตอนล่าง และพังงาตอนบน เป็นไม้น้ำประเภทพืชใต้น้ำ เติบโตบริเวณแหล่งน้ำไหลที่ใสสะอาด
ลักษณะเด่นของพลับพลึงธารคือมีลำต้นเป็นหัวอยู่ในดินใต้น้ำ ลักษณะของหัวคล้ายหัวหอมจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “หอมน้ำ” มีใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้นเป็นกอ แผ่นใบมีสีเขียวอ่อนลักษณะเป็นรูปแถบยาวคล้ายริบบิ้น พลิ้วไปตามกระแสน้ำ

การขยายพันธุ์พลับพลึงธาร สามารถใช้เมล็ดปลูก การแยกหัวย่อยขนาดเล็ก การผ่าแบ่งหัว นำไปเพาะชำในกรวดแม่น้ำขนาดเล็กในที่ชื้นแฉะ หรือจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนกลีบหัวก็ได้
ชนิดที่ 10. ใบพายอัฟฟินิส (Cryptocoryne affinis)
ใบพายอัฟฟินิส พบแพร่กระจายในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย จนถึงแถบตะวันตกเฉียงใต้ของแหลมมลายู มีลำต้นเป็นเหง้าผอมๆ อยู่ในดินใต้น้ำ แตกไหลสั้นๆ ใบแตกรอบลำต้นเป็นกอ ขนาดใบยาวประมาณ 15 – 30 เซนติเมตร ก้านใบเป็นโพรงขนาดยาวเกือบเท่าแผ่นใบ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้มมันวาว เส้นใบสีจางแตกเป็นร่างแห แผ่นใบด้านล่างมีสีม่วง เขียวอ่อน เขียวเหลือง ใบใต้น้ำเป็นรูปใบหอก มีสีเขียวแกมน้ำตาลแดง เส้นกลางใบเห็นได้ชัด

ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด มีดอกขนาดเล็กออกรวมกันเป็นช่อแบบดอกย่อยไม่มีก้าน เกิดรวมกันเป็นแท่งบนก้านช่อดอกลักษณะทรงกระบอกชูขึ้นมาเหนือน้ำ หุ้มด้วยใบประดับมีสีแดงม่วง ลักษณะเป็นหลอด ตอนบนพันบิดเป็นเกลียวแน่นๆ หลายชั้น ตอนปลายแผ่ออกคล้ายปากแตร ส่วนโคนหลอดโป่งพอง ช่อดอกยาวได้ถึง 25 เซนติเมตร ดอกย่อยเป็นดอกแยกเพศ มีดอกเพศผู้อยู่ส่วนบนและดอกเพศเมียอยู่ส่วนล่างของช่อดอก ประกอบด้วยรังไข่เรียงติดกันเป็นวง รังไข่มี 1 ห้อง มีออวุลจำนวนมาก ตั้งตรง ผลเป็นแบบมีเนื้อหลายเมล็ด เมล็ดรูปไข่ เหมาะที่จะใช้ปลูกเป็นไม้เด่นอยู่กลางตู้ สามารถขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ ไหล หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอด
ชนิดที่ 11. ใบพายอัลบิดา (Cryptocoryne albida)
ใบพายอัลบิดา เป็นไม้น้ำพื้นเมืองของไทย พบมากที่ภาคใต้ มีการแพร่กระจายอยู่บริเวณชายน้ำตามลำธาร น้ำตก และคลองขนาดเล็ก จัดเป็นพืชล้มลุกมีดอก ใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดินมีไหลสั้นๆ ใบแตกรอบลำต้นเป็นกอ ขนาดใบรวมก้านใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร แผ่นใบรูปรีแคบ มีสีเขียวจนถึงน้ำตาล ขนาดยาวได้ถึง 10 เซนติเมตร กว้าง 1-1.5 มิลลิเมตร ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย
ดอกออกเป็นช่อดอกย่อยไม่มีก้าน เกิดรวมกันเป็นแท่งบนก้านช่อดอก และชูขึ้นมาเหนือน้ำ หุ้มด้วยใบประดับรองรับช่อดอก ลักษณะเป็นหลอดด้านในมีสีม่วงปลายแผ่ออกคล้ายปากแตรสีครีมขาว มีจุดสีชมพู แดง จนถึงม่วง ตอนปลายบิดเป็นเกลียว ขนาดช่อดอกยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เหมาะใช้เป็นไม้กลางตู้ หรือ ข้างตู้ ขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ หรือเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอด
ชนิดที่ 12. ใบพายมวกเหล็ก (Cryptocoryne balansae)
ใบพายมวกเหล็ก เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี จัดเป็นพืชมีดอกใบเลี้ยงเดี่ยว ในประเทศไทยเคยพบมากบริเวณน้ำตกที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และน้ำตกมวกเหล็ก จึงเรียกชื่อว่า ใบพายเขาใหญ่ หรือ ใบพายมวกเหล็ก นอกจากนี้ยังพบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย พบเติบโตอยู่บริเวณชายน้ำตามลำธารน้ำไหลที่มีหินปูน และมีพื้นท้องน้ำเป็นกรวดหรือทรายแม่น้ำ มีแสงแดดส่องรำไร จนถึงมีแสงแดดจัด หรือบริเวณน้ำตก เป็นพืชใต้น้ำแต่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพบนบกที่ชื้นแฉะ
มีต้นใต้ดินเป็นเหง้าสั้นๆ ใบแตกออกเป็นกอประกอบด้วยโคนก้านใบหุ้มประกบกันไว้ มีใบเดี่ยว ก้านใบสั้นกว่าแผ่นใบซึ่งมีลักษณะเป็นรูปใบหอกแคบยาว ปลายใบแหลม แผ่นใบไม่เรียบเป็นคลื่น มีสีเขียวอ่อนแกมน้ำตาลถ้าได้แสงจัดจะมีสีชมพูแดง มีรอยย่นเป็นลอน ยาวได้ถึง 50 – 75 เซนติเมตร ทั้งนี้! ใบที่อยู่เหนือน้ำจะสั้นกว่าใบใต้น้ำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังออกดอกได้ดีเมื่ออยู่เหนือน้ำ เหมาะใช้ปลูกกลางตู้ หรือ ข้างตู้ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ ไหล หรือ เลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอด
ชนิดที่ 13. บอนแดง (Cryptocoryne blassii)
บอนแดง หรือ คริปบลาสซี่ เป็นไม้น้ำพื้นเมืองของไทย จัดเป็นพืชมีดอก ใบเลี้ยงเดี่ยว ในธรรมชาติพบเติบโตใต้น้ำในลำธารตื้นๆ ที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ หรือในบึงน้ำนิ่งที่มีหินปูนอยู่มาก สามารถเติบโตได้ดีในน้ำที่ความกระด้างสูง มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ในดินใต้น้ำ แตกใบออกเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว มีก้านใบผอมยาวสีน้ำตาลแดง ขนาดยาวกว่าแผ่นใบ โดยมีความยาวได้ถึง 20 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนาดยาว 7.5 – 20 เซนติเมตร กว้าง 3.7 – 5 เซนติเมตร มีรูปร่างยาวรีหรือรูปหัวใจ ด้านบนของใบมีสีเขียวมะกอกจนถึงเขียวน้ำตาล หรือน้ำตาลแดง ด้านหลังใบมีสีม่วงแดง เส้นใบเรียงตัวขนานกัน ผิวใบย่น ดอกออกเป็นช่อแบบสแปดิกส์ เหมาะเอามาปลูกกลางตู้ หรือ ข้างตู้ ขยายพันธุ์โดยการไหลแตกหน่อ หรือใช้เมล็ด และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอด
ชนิดที่ 14. วาน้ำ (Cryptocoryne ciliata)
วาน้ำ หรือ คริปซิลิอาตา ในธรรมชาติจะเติบโตบริเวณที่เป็นดินโคลน ในแหล่งน้ำตื้นๆ หรือบริเวณชายน้ำ พบในอินเดีย ปากีสถาน อินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทย จะพบในภาคใต้ และภาคตะวันออก ซึ่งมักพบอยู่ตามชายฝั่งน้ำ บริเวณน้ำกร่อย ป่าชายเลน
มีลำต้นเป็นเหง้าสั้นๆ และมีไหลแตกเป็นต้นใหม่ มีรากแตกออกจากข้อของลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ลักษณะเป็นรูปหอก ฐานใบมีลักษณะมนกลมหรือแหลมไปทางโคนใบ แผ่นใบหนาอวบน้ำ มีสีเขียวสด ใบด้านล่างสีเขียวอ่อนกว่าด้านบนเล็กน้อย เส้นกลางใบนูนเห็นชัด ใบยาว 15-40 เซนติเมตร กว้าง 6-10 เซนติเมตร
ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มช่อดอก ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวสีเหลืองออกเขียว โคนโป่งออกเล็กน้อย มีพื้นสีเหลืองและมีจุดสีม่วง ช่อดอกอยู่บริเวณโคนของกาบประดับ เมื่อขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ภายในส่วนกาบประดับและปากกรวยที่เปิดออกจะมีสีม่วง และมีจุดสีเหลือง เหมาะใช้ปลูกหลังตู้ ขยายพันธุ์ด้วยการไหลแตกหน่อ หรือ ใช้เมล็ด
ชนิดที่ 15. ใบพายกริฟฟิธิอิ (Cryptocoryne griffithii)
ใบพายกริฟฟิธิอิ หรือ คริปใบโพธิ์ จัดเป็นไม้ล้มลุก พบในภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ไปจนถึงแหลมมลายู ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย ในธรรมชาติชอบขึ้นในดินปนทราย ที่น้ำมีความกระด้างเล็กน้อย เติบโตได้ทั้งในที่มีแสงสว่าง และแสงสลัว มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน และแตกไหลเติบโตอยู่ใต้น้ำ ใบแตกรอบลำต้นเป็นกอ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้มถึงน้ำตาลแดง แผ่นใบด้านล่างมีสีม่วง ใบจะมีจุดสีน้ำตาลบนแผ่นใบด้านบน จึงมีความสวยงามมากเมื่อนำไปปลูกประดับในตู้ปลา ออกดอกได้ทั้งสภาพใต้น้ำ และครึ่งบกครึ่งน้ำ เหมาะที่จะใช้ปลูกไว้กลางตู้ สามารถขยายพันธุ์โดยการไหลแตกหน่อ หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนยอด
ชนิดที่ 16. ใบพายนูริอิ (Cryptocoryne nurii)
ใบพายนูริอิ หรือ คริปนูรี่ มีถิ่นกำเนิดในภาคใต้ตอนล่างของไทย ไปจนถึงแหลมมลายู บริเวณฝั่งตะวันตกของประเทศมาเลเซีย พบตามลำธารขึ้นบริเวณแม่น้ำลำธารที่มีน้ำไหล ในป่าดิบชื้น สภาพน้ำค่อนข้างเป็นกรด มีพื้นเป็นดินโคลนและทราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกแบบกุหลาบซ้อน แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่จนถึงรูปรี ยาว 5-15 เซนติเมตร กว้าง 1-3.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ขอบใบหยักมนถี่ แผ่นใบมีสีเขียวอ่อนจนถึงเขียวมะกอก หรือน้ำตาลแดง มีลายเด่นชัดสีเขียวเข้ม แผ่นใบด้านล่างมีสีเขียวจางจนถึงแดงเรื่อ ขอบใบหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย มีเส้นใบขนานแบบขนนกแยกออกจากเส้นกลางใบมายังขอบใบ
ต้นที่เติบโตใต้น้ำมักมีเส้นใบสีจางๆ ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดมีใบประดับ ชูขึ้นมาเหนือน้ำ ใบประดับมีลักษณะเป็นหลอดหุ้มซ่อดอกไว้ ส่วนที่เป็นหลอดมีขนาดยาว 2 – 15 เซนติเมตร มีสีค่อนข้างขาว ส่วนบนด้านนอกมีสีเจือน้ำตาล ปากแตรดอกมีลักษณะเป็นรูปหัวใจสีแดงเข้มจนถึงม่วงเข้ม ผิวขรุขระ ส่วนโคนหลอดโป่งพองมีขนาดยาว 1-3 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่ด้านใน เหมาะใช้ปลูกกลางตู้ ขยายพันธุ์โดยการเกิดไหลแตกหน่อ หรือใช้เมล็ด
ชนิดที่ 17. ใบพายมวกเหล็กแหลม (Cryptocoryne retrospiralis)
ใบพายมวกเหล็กแหลม หรือ คริปตะไคร้ หรือ คริปใบแคบ เป็นไม้น้ำพื้นเมืองของไทย ที่พบในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณจังหวัดระนองและพังงา นอกจากนี้ยังพบบริเวณคาบสมุทรอินเดีย อินโดไชน่า จนถึงคาบสมุทรมลายู เติบโตลำธารน้ำไหลบริเวณชายฝั่งน้ำตื้น พบทั้งในสภาพสะเทินน้ำสะเทินบก และ สภาพใต้น้ำ สามารถโตได้ทั้งในที่มีแสงสว่าง และแสงสลัว
จัดเป็นพืชมีดอก ประเภทไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน และการมีไหลสั้นๆ มีใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกรอบลำต้นเป็น กระจุกแบบกุหลาบซ้อน ลักษณะใบคล้ายกับใบพายมวกเหล็ก (Cryptocoryne balansae) ซึ่งเป็นชนิดที่ 12 ที่พูดถึงไป แต่รูปทรงของใบจะแคบกว่า และมีปลายใบเรียวแหลม จึงเรียกกันว่าใบพายมวกเหล็กแหลม นอกจากนี้ แผ่นใบยังไม่มีลายเป็นปล้องตามขวาง ซึ่งแตกต่างจากใบพายมวกเหล็กที่มีลายตามขวาง
ลักษณะใบของใบพายมวกเหล็กแหลม จะเรียวเป็นรูปใบหอกแคบ มีสีเขียวจนถึงน้ำตาลแดง ขอบใบหยักเป็นคลื่น ปลายใบแหลม ขนาดแผ่นใบยาว 10-30 เซนติเมตร กว้าง 2.5-10 มิลลิเมตร เส้นใบแตกเป็นร่างแห ใบใต้น้ำมีลักษณะผอมยาวอ่อนช้อย มีก้านใบสั้นกว่าแผ่นใบ มีดอกขนาดเล็กที่ไม่มีก้านดอก ซึ่งรวมกันเป็นช่อแบบสแปดิกซ์ทรงกระบอกชูขึ้นมาเหนือน้ำ ใบประดับที่หุ้มช่อดอกยาวและแคบ ปลายบิดเป็นเกลียวหลายชั้น มีสีขาวขุ่นจนถึงเขียวอ่อน และมีจุดสีม่วง เป็นไม้น้ำที่สวยและมีความสูงปานกลาง จนเหมาะปลูกไว้ที่กลางตู้ หรือ หลังตู้ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อจากตาที่อยู่บนไรโซม หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากชิ้นส่วนปลายยอด และแตกไหลจนเกิดเป็นต้นใหม่
ชนิดที่ 18. ผมหอม (Cryptocoryne tonkinensis)
ผมหอม หรือ คริปโตคอรีนตองกิ้น ในธรรมชาติพบบริเวณน้ำตกหรือซอกหินตามลำธารน้ำไหลเอื่อยๆ มีลำต้นเป็นเหง้าสั้นๆ และมีไหลแตกเป็นต้นใหม่ ใบเดี่ยว มีก้านใบสั้นกว่าแผ่นใบซึ่งมีลักษณะเรียวยาว แตกจากลำต้นเป็นกอ โคนก้านใบแผ่กว้างเป็นแผ่นหุ้มประกบกัน แผ่นใบเรียวยาว ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ใบสีเขียวสด ต้นเหนือน้ำใบจะยาว 7 – 10 เซนติเมตร กว้าง 0.3 – 0.5 เซนติเมตร เมื่อระดับน้ำสูง จะปรับตัวให้อยู่ใต้น้ำ โดยแผ่นใบจะเปลี่ยนไปจนเรียวยาวขึ้น และมีสีน้ำตาลแดง ดอกเป็นแบบสแปดิกซ์ ช่อดอกอยู่ภายในใบประดับขนาดใหญ่ ใบประดับยาวเรียวและบิดเล็กน้อย เหมาะที่จะปลูกไว้กลางตู้ สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกไหล หรือ แยกต้นอ่อนที่เกิดจากต้นเดิม และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ชนิดที่ 19. หญ้าหัวหงอก (Eriocaulon cinereum)
หญ้าหัวหงอก หรือ กระดุมเงิน หรือ หญ้าหัวไม้ขีด เป็นพืชล้มลุก อายุฤดูเดียว ในธรรมชาติพบเติบโตบริเวณลำธาร นาข้าว ทุ่งหญ้าที่มีน้ำขัง หรือบริเวณที่มีธาตุอาหารในดินสูง เป็นพืชที่มีลำต้นและใบคล้ายกก ขึ้นเป็นกอมีรากหยั่งดิน ใบเป็นใบเดี่ยวมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบแหลม ยาว 2-8 เซนติเมตร กว้าง 1-2 มิลิเมตร โคนใบแผ่กว้าง แตกออกจากกอแบบสลับถี่เป็นวงรอบโคนต้น 20-30 ใบ
ดอกมีสีขาวขนาดเล็ก! ออกเป็นกระจุกกลมตรงปลายก้านดอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ก้านช่อดอกยืดยาวตั้งตรง ยาว 10-30 เซนติเมตร ภายในดอกมีเมล็ดขนาดเล็กสีน้ำตาล ดอกออกประมาณเดือนตุลาคม แล้วต้นจะแห้งตายไป พอถึงฤดูทำนาหรือมีน้ำขัง ต้นจะงอกมาใหม่ เป็นพืชที่รากมีจำนวนมาก ซึ่งอาจมีความยาวมากกว่าความยาวใบถึง 3 เท่า เหมาะที่จะปลูกไว้กลางตู้ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกแบ่งกอไปเพาะในที่ชื้นแฉะ และเพาะเมล็ด
ชนิดที่ 20. สาหร่ายหางกระรอก (Hydrilla verticillata)
สาหร่ายหางกระรอก หรือ เดือยไก่ เป็นพืชใต้น้ำ อายุหลายฤดู ลำต้นกลม อวบน้ำ แตกแขนงได้มาก มีรากออกตามข้อ มีใบเดี่ยวรูปหอก หรือรูปยาวรี ขอบใบขนานหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด ไม่มีก้าน ใบแตกเป็นวงรอบข้อ 3-8 ใบเป็นขั้นถี่ๆ ทำให้ดูเป็นพวงคล้ายหางกระรอก ดอกขนาดเล็ก เวลาออกดอก จะมีก้านยาวจากซอกใบ ชูดอกเดี่ยวสีขาวขึ้นมาบนผิวน้ำ
สาหร่ายหางกระรอกมีลักษณะคล้ายกับสาหร่ายเดนซ่า (Egeria densa) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ใบของสาหร่ายหางกระรอกค่อนข้างหยาบ มีเส้นกลางใบสีออกแดง และขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยแข็งกว่าสาหร่ายเดนซ่า
ทั้งนี้สาหร่ายหางกระรอกสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายและยังเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วมาก สามารถแตกต้นใหม่จากลำต้นเดิม และมีลำต้นใต้ดินทำหน้าที่สะสมอาหารได้ด้วย เป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อการเพิ่มออกซิเจนให้แก่แหล่งน้ำ ทำให้น้ำสะอาด แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินจะทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน เกิดปัญหาเป็นวัชพืชในแหล่งน้ำ ดังนั้นจึงต้องควบคุมให้เหมาะสม เป็นพืชที่พบได้ตาม คู คลอง หนอง บึง และอ่างเก็บน้ำ
ชนิดที่ 21. ตับเต่านา (Hydrocharis dubia)
ตับเต่านา หรือ ผักเต่า เป็นพืชลอยน้ำ อายุหลายฤดู ถ้าระดับน้ำตื้นจะสามารถหยั่งรากยึดกับพื้นดินได้ ลำต้นมีลักษณะเป็นไหลเรียวยาว ปลายไหลจะเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ ใบเป็นใบเดี่ยวรูปร่างกลม ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว แต่ฤดูแล้งน้ำน้อยก้านใบจะสั้นลง ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบด้านล่างสีจางกว่าและกลางใบจะพองออกคล้ายฟองน้ำช่วยพยุงลำต้น มีรากเกิดเป็นกระจุกทางด้านล่างของกลุ่มใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาวหรือสีม่วงอ่อน มี 3 กลีบ ออกตามซอกใบ พบขึ้นทั่วไปตามบ่อ สระ คู คลอง หนองหรือทุ่งนา สามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกตัดแบ่งไหลจากต้นเดิม หรือการเพาะเมล็ด
ชนิดที่ 22. หางนกยูงใบยาว (Hygrophila ringens)
หางนกยูงใบยาว หรือหลิวน้ำ ลำต้นเหนือน้ำจะมีลักษณะกลมเรียว สีเขียว มีขนสีขาว ใบเดี่ยว มีสีเขียวเข้ม แตกออกจากลำต้นแบบตรงข้ามสลับฉาก ใบยาวและแคบ ขอบใบเกือบจะขนานกัน ปลายใบแหลม โคนใบมน
หากเป็นต้นใต้น้ำจะมีลักษณะกลมเรียวยาว สีน้ำตาลแดง ไม่มีขน แผ่นใบบางเรียวยาว สีเขียวอ่อน ฐานใบเรียวแหลมติดกับลำต้น ใบใต้น้ำมักจะมีขนาดความยาวมากกว่าใบเหนือน้ำ 2-3 เท่า พลิ้วตัวไปตามกระแสน้ำ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ตามธรรมชาติจะพบอยู่เหนือน้ำหรือแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ ขึ้นตามริมลำธารและน้ำตก สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นปักชำในแปลงดิน แล้วตัดลำต้นที่แตกใหม่ไปปักชำใต้น้ำ
ชนิดที่ 23. หางนกยูงแดง (Hygrophila corymbosa)
หางนกยูงแดง หรือ หางนกยูงแคระ เป็นพืชล้มลุก พบขึ้นในคูน้ำ ร่องสวน ที่มีพื้นเป็นดินโคลน มีลำต้นเหนือน้ำลักษณะกลมเรียว สีน้ำตาลแดง ใบเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวอมน้ำตาล ด้านล่างสีเขียว ใบแตกออกจากลำต้นเรียงตัวตรงข้ามกันและตั้งฉากกันเป็นคู่ๆ ลำต้นใต้น้ำมีลักษณะกลมเรียวสีน้ำตาลแดง แผ่นใบใต้น้ำบางเรียบด้านบนสีแดงด้านล่างสีเขียวอ่อน ไม่มีก้านใบ ใบเหนือน้ำมักจะมีขนาดเล็กกว่าใบใต้น้ำ
ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกแบบช่อกระจุก ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ ตอนโคนของกลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอด กลีบดอกมี 2 กลีบสีม่วงอ่อน กลีบล่างซ้อนอยู่บนกลีบบน กลีบล่างด้านในมีลักษณะเป็นริ้วนูนขึ้นมา ผลเมื่อแก่จะแห้งแล้วแตกออก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นปักชำในแปลงดิน แล้วตัดลำต้นที่แตกใหม่ไปปักชำใต้น้ำ จนกระทั่งมีลักษณะเรียวยาวจึงนำไปใช้กับตู้ปลา
ชนิดที่ 24. ดาวกระจาย (Hygrophilla difformis)
ดาวกระจาย หรือ เขากวาง มีลำต้นตั้งตรง สูง 4๐-8๐ เซนติเมตร มีข้อปล้องเห็นได้ชัดเจน แตกกิ่งก้านสาขาได้มาก ใบเป็นใบเดี่ยวออกจากลำต้นแบบตรงกันข้าม และตั้งฉากกับคู่ถัดไป ใบมี 2 แบบ รูปร่างไม่ค่อยคงที่ ใบใต้น้ำลักษณะเป็นแฉกลึก ใบบางนิ่ม สีเขียวอ่อน ส่วนใบเหนือน้ำลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีสีเขียวแก่ ใบหนาและอ่อนนุ่มมองดูคล้ายกำมะหยี่
ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบมีดอกย่อย 1-3 ดอก ไม่มีก้านช่อดอก พบเติบโตอยู่เหนือน้ำ หรือครึ่งบกครึ่งน้ำ บริเวณพื้นดินโคลน สามารถขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นไปปักชำในแปลงดิน แล้วตัดลำต้นที่แตกใหม่ไปปักชำใต้น้ำจนกระทั่งใบมีลักษณะแตกเป็นหยักจึงนำไปใช้ในตู้ปลา
ชนิดที่ 25. ขาไก่เขียว (Hygrophila polysperma)
ขาไก่เขียว มีลำต้นเรียวยาวแตกกิ่งก้านจากลำต้นเดิม มีข้อปล้องชัดเจน รากงอกออกจากข้อของลำต้นและบริเวณโคนต้น ลำต้นที่ขึ้นใต้น้ำมักขึ้นตั้งตรง ลำต้นที่อยู่เหนือน้ำจะมีขนปกคลุมและถ้าตัดขวางบริเวณลำต้น ต้นที่อ่อนมากๆ จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม เมื่อต้นแก่ขึ้นจะมีความแข็งแรงกว่าลำต้นที่เจริญใต้น้ำ
มีใบเดี่ยวรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายใบหู่ แผ่นใบสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมน้ำตาล หากได้รับแสงแดดจัดและมีสารอาหารที่เหมาะสม แผ่นใบบริเวณปลายยอดจะมีสีเขียวอ่อน ใบแตกออกเป็นคู่ ตรงข้ามกันและออกสลับกับคู่ถัดไป ดอกออกเป็นช่อตามซอกของใบอยู่บริเวณเหนือน้ำและไม่มีก้านช่อดอก พบขึ้นบริเวณที่มีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ หรือบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เช่น อ่างเก็บน้ำ หนองบึง การขยายพันธุ์ใช้วิธีตัดลำต้นปักชำในแปลงดิน แล้วตัดลำต้นที่แตกใหม่ไปปักชำใต้น้ำ จนกระทั่งมีลักษณะเรียวยาวจึงนำไปใช้กับตู้ปลา
ชนิดที่ 26. แพงพวยน้ำ (Ludwigia adscendens)
แพงพวยน้ำ หรือ ผักปอดน้ำ มีลำต้นอวบ ทอดยาวไปตามพื้นดินที่ชื้นแฉะ หรือลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ มีรากออกตามข้อของลำต้น มีนวมสีขาวเหมือนฟองน้ำเป็นกระจุกอยู่ตามข้อ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นทุ่นช่วยในการลอยน้ำ มีใบเดี่ยวรูปไข่ แตกออกจากลำต้นเรียงตรงข้ามแต่ละคู่สลับตั้งฉากกัน แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกเดี่ยวสีขาวหรือสีนวลโคนกลีบดอกสีเหลือง มีกลิ่นอ่อนๆ พบขึ้นทั่วไปในนาข้าว บริเวณห้วย หนอง คลอง บึง การขยายพันธุ์ใช้การแยกลำต้นจากกอเดิมไปปลูก
ชนิดที่ 27. ผักหนาม (Lasia spinosa)
ผักหนาม หรือ กะลี เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดิน ทอดเลื้อยขนานกับพื้นดิน มีหนามแหลมตามลำต้น ลำต้นสูงได้ถึง 75 เซนติเมตร มีใบเดี่ยว รูปหัวลูกศร เรียงสลับ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก โดยรอยเว้าจะลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ ใบกว้างมากกว่า 25 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร มีหนามตามเส้นใบด้านล่าง ใบอ่อนจะม้วนเป็นแท่งกลม ปลายแหลม ก้านใบรูปทรงกระบอก ยาว 40-120 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อเชิงลดทรงกระบอกเป็นแท่งยาว แทงออกมาจากกาบใบคล้ายดอกหน้าวัว พบขึ้นในที่ขึ้นแฉะมีน้ำขัง ริมคู คลอง หนอง บึง ร่องน้ำในสวน การขยายพันธุ์ใช้การแยกลำต้นจากกอเดิมไปปลูก หรือการเพาะเมล็ด
ชนิดที่ 28. ตาลปัตรฤๅษี (Limnocharis flava)
ตาลปัตรฤๅษี หรือ บอนจีน เป็นพืชล้มลุก อายุหลายฤดู ลำต้นเป็นเหง้าขนาดเล็กอยู่ใต้น้ำ ส่งใบขึ้นมาเหนือน้ำ ก้านใบยาว มีลักษณะเป็นแท่งมีสามเหลี่ยม มียางสีขาว ตัวใบแบนมีขนาดใหญ่กลมเป็นรูปไข่หรือรูปรี ใบยาว 5-30 เซนติเมตร ใบกว้าง 4-25 เซนติเมตร ฐานใบเป็นรูปหัวใจ แผ่นใบเรียบ ปลายใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ดอกสีเหลืองออกเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อประมาณ 7-10 ดอก กลีบดอกบางเป็นรอยยับย่น มี 3 กลีบ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ มีเกสรตัวผู้จำนวนมากกระจุกตัวอยู่บริเวณกลางดอก ก้านช่อดอกมีลักษณะคล้ายก้านใบ ผลมีลักษณะกลมเกิดเป็นกระจุก เมื่อผลแก่จะแห้งและแตกออกภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลหรือออกดำ พบเจริญเติบโตทั่วไปในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังตื้นๆ อาทิ นาข้าว หนองบึงต่างๆ
ชนิดที่ 29. ฝอยทอง (Limnophila aromatica)
ฝอยทอง หรือ ผักแขยง เป็นพืชล้มลุกมีอายุฤดูเดียว ลำต้นอวบน้ำ สูง 15-20 เซนติเมตร มีใบเดี่ยวรูปหอก ไม่มีก้านใบ ขนาดใบยาว 2-4 เซนติเมตร กว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบแตกออกจากลำต้นแบบเป็นวงรอบข้อ 3 ใบ ดอกออกเป็นช่อที่บริเวณโคนกิ่งหรือซอกใบ ก้านช่อดอกยาวมีขน กลีบดอกสีม่วงแดง โคนกลีบติดกันเป็นหลอดยาว ปลายกลีบแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนบนมี 2 แฉก พบขึ้นบริเวณที่ชื้นแฉะ นาข้าว คลอง บึงน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นปักชำในแปลงดิน
ชนิดที่ 30. สาหร่ายฉัตร (Limnophila heterophylla)
สาหร่ายฉัตร เป็นพืชใต้น้ำมีรากยึดดิน ลำต้นเป็นก้านยาว ความยาวต้นอาจยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร หรือขึ้นอยู่กับระดับความลึกของน้ำ เป็นพืชที่ดูคล้ายพุ่มใต้น้ำ มีรากยาวสีขาวแตกตามข้อแก่ ใบใต้น้ำเรียงเป็นวงรอบข้อๆ ละ 6 – 9 ใบ ใบแตกแขนงเป็นเส้นเล็กๆ ไม่มีก้านใบ ปลายใบแตกเป็นฝอย
ใบเหนือน้ำจะยาวรีปลายใบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย ใบเรียงรอบข้อๆ ละ 2 – 3 ใบ แผ่นใบมีสีเขียวเข้มกว่าใบใต้น้ำ มีดอกเดี่ยวสีขาวขนาดเล็ก พบเติบโตในน้ำนิ่งหรือในนาข้าว ขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นไปปักชำ
ชนิดที่ 31. ฝาดดอกแดง (Lumnitzera littorea)
ฝาดดอกแดง เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร มีเปลือกสีน้ำตาลมีรอยแตกเป็นร่องลึก มีรากพิเศษแตกออกตามลำต้น มีใบเดี่ยวเรียงเวียนรอบกิ่ง ใบจะหนาแน่นที่บริเวณปลายกิ่ง แผ่นใบหนา ใบรูปไข่หรือรูปใบหอกกลับ ปลายใบกลม เว้าตื้นๆ โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบหยักมน ก้านใบสั้น ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 3-5 เซนติเมตร มี 5-15 ดอก ฐานรองดอกเป็นหลอด กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียว รูปไข่กว้าง กลีบดอก 5 กลีบ สีแดง รูปรีแกมรูปขอบขนาน เกสรเพศผู้ 5-10 อัน ดอกมีกลิ่นหอม ผลรูปกระสวย ป่องตรงกลางมีสันตามยาว ผลแก่สีน้ำตาลแดง ออกดอกและผลช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน พบตามชายฝั่งทะเลบริเวณปากแม่น้ำในเขตร้อนขึ้นที่มีดินเลนแข็งหรือดินทราย
ชนิดที่ 32. ผักแว่น (Marsilea crenata)
ผักแว่น เป็นเฟิร์นน้ำล้มลุก อายุหลายฤดู ลำต้นหรือไหล มีลักษณะเป็นก้านยาวเลื้อยไปตามพื้น แตกรากและใบตามข้อ หรือ ตา แล้วจะงอกเป็นต้นใหม่ มีก้านใบยาวชูแผ่ใบเหนือน้ำ ใบอ่อนมีลักษณะเป็นใบม้วน (circinate leaf) เหมือนเฟิร์นทั่วไป ใบแก่จะเป็นใบประกอบมีใบย่อย 4 ใบ ใบย่อยรูปร่างแบบสามเหลี่ยมปลายใบโค้งกลม โคนใบสอบเข้าหากัน ผักแว่นไม่มีดอกแต่จะมีสปอร์เป็นเม็ดคล้ายเม็ดถั่วเขียว ออกเป็นช่อที่โคนก้านใบ พบขึ้นทั่วไปบริเวณที่ชื้นแฉะ ที่มีน้ำท่วมขังหรือในนาข้าว ขยายพันธุ์ด้วยการตัดแย่งไหลไปปลูก หรือ เพาะสปอร์
ชนิดที่ 33. เฟิร์นรากดำใบยาว (Microsorum pteropus)
เฟิร์นรากดำใบยาว มีลำต้นและใบเติบโตเหนือน้ำ แต่ก็สามารถเติบโตได้ดีใต้น้ำเช่นกัน ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้า ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีความกว้างระหว่าง 2.5 – 7.5 เซนติเมตร และมีความยาวอยู่ระหว่าง 5 – 25 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวเข้ม รากมีขนาดเล็กและมีสีดำ ในธรรมชาติพบ เติบโตตามซอกหินบริเวณริมลำธารหรือน้ำตก ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้นอ่อนที่เกิดจากสปอร์บริเวณใต้ใบ การตัดแบ่งไรโซม และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ชนิดที่ 34. ผักตบไทย (Monochoria hastata)
ผักตบไทย เป็นพืชล้มลุกที่ขึ้นในน้ำตื้น มีอายุหลายปี รากยึดเกาะกับดินไม่ลอยน้ำ มีลำต้นส่วนที่ทอดนอนอยู่ใต้ดินที่เรียกว่าไหล ลำต้นส่วนเหนือดินสูงได้ถึง 1 เมตร ต้นมีลักษณะเป็นกอ ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านใบส่วนล่างมีลักษณะเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ก้านใบส่วนบนกลมยาวและอวบน้ำ รูปร่างของแผ่นใบเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวลูกศร ปลายใบแหลม โคนใบเว้าลึก ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ดอกเป็นดอกช่อแบบช่อกระจะ ออกบริเวณใกล้แผ่นใบ พบตามแหล่งน้ำจืด บึง หนองน้ำ ที่ขึ้นแฉะ โคลนตม ตามท้องนาทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยการตัดแบ่งไหลใต้ดิน หรือ การเพาะเมล็ด
ชนิดที่ 35. บัวหลวง (Nelumbo nucifera)
บัวหลวง! เป็นพืชน้ำอายุหลายฤดู มีเหง้าและไหลอยู่ใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ชูเหนือน้ำ ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ ชูเหนือน้ำ มีกลีบดอกจำนวนมาก เรียงซ้อนกันหลายชั้น ก้านใบและก้านดอกแข็งยาวมีตุ่มหนามเล็กๆ รอบก้าน เมื่อหักจะมีน้ำยางขาวเป็นสายใย
บัวหลวงมีชนิดหลักๆ อยู่ 4 ชนิด คือ ชนิดที่หนึ่ง ดอกลาหรือกลีบดอกไม่ซ้อน ดอกแหลมเรียวสีชมพู เรียก บัวหลวงแดง ปทุม ปัทมา ชนิดที่สอง กลีบดอกไม่ซ้อนที่มีดอกแหลมเรียวสีขาว จะเรียกบัวหลวงขาว ชนิดที่สาม ดอกตูมทรงป้อม กลีบดอกซ้อนหลายชั้น สีชมพู จะเรียก บัวฉัตรแดง และ ชนิดที่สี่ ดอกตูม ทรงป้อม กลีบดอกซ้อน หลายชั้น สีขาว จะเรียก บัวฉัตรขาว นอกจากนี้ยังมีชนิดที่นำเข้ามาจากประเทศจีนที่มีดอกและใบขนาดเล็ก ดอกสีชมพู สีขาว เรียกว่า บัวเข็ม บัวไต้หวัน หรือบัวปักกิ่ง นิยมนำมาปลูกในกระถาง ขนาดเล็ก ขยายพันธุ์ด้วยการตัดแบ่งไหลใต้ดิน หรือ การเพาะเมล็ด
ชนิดที่ 36. หางนกยูง (Nomaphila stricta)
หางนกยูง หรือ หางนกยูงใบแคบ ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้า ตั้งตรงหรือเลื้อยไปตามพื้นดิน ลำต้นเหนือน้ำเป็นข้อกลมเรียวสีน้ำตาลอมแดง รากงอกออกตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากลำต้นแบบเรียงตัวตรงข้ามกัน และตั้งฉากกับคู่ถัดไป ใบมีลักษณะเป็นรูปหอกเกือบกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม หรือเขียวเข้มอมน้ำตาล ใต้ใบมีสีเขียว ทั้งนี้ใบเหนือน้ำกับใบใต้น้ำมีความแตกต่างกันมาก ใบใต้น้ำมักจะมีความยาวและความกว้างมากกว่าใบเหนือน้ำ 1-2 เท่าตัว ดอกจะออกเป็นช่อตามซอกใบ พบเติบโตบริเวณที่ลุ่มหรือที่ขึ้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยการเด็ดยอดปักชำในแปลงดินที่ทรายที่ชื้นแฉะ
ชนิดที่ 37. บัวเผื่อน (Nymphaea nouchali)
บัวเผื่อน หรือ บัวผัน มีลำต้นอยู่ใต้ดินที่เรียกว่าเหง้า ขอบใบหยักไม่เป็นระเบียบ ก้านดอกและก้านใบมีผิวเกลี้ยง ไม่มีขน ก้านใบมีลักษณะเป็นก้านอ่อนไม่สามารถส่งแผ่นใบพ้นน้ำได้ ดอกเป็นดอกเดี่ยว อยู่เหนือน้ำ มีสีขาวแกมชมพู จนถึงสีคราม กลิ่นหอมอ่อนๆ หากมีสีขาวแกมชมพูจะเรียกว่า “บัวเผื่อน” ส่วนดอกสีครามอ่อนและมีขนาดใหญ่เรียกว่า “บัวผัน” บางครั้งนักวิจัยก็แยกเป็น 2 ชนิด บางครั้งก็ว่าเป็นชนิดเดียวกันแต่มีชนิดย่อย
ชนิดที่ 38. บาดอกเหลือง (Nymphoides hastata)
บาดอกเหลือง หรือ ตับเต่าเหลือง เป็นพืชน้ำขนาดเล็ก ชอบขึ้นอยู่ตามหนองบึงทั่วไป แต่พบได้ไม่มากนัก ลำต้นเป็นไหล ลักษณะคล้ายก้านใน บริเวณปลายไหลจะแตกรกเป็นกระจุก ใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะคล้ายใบบัว แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ใบมีรูปร่างรียาว ปลายใบมน ฐานใบรูปหัวใจ ขอบใบมีรอยหยักกว้างๆ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ ขอบกลีบแตกเป็นเส้นฝอย ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด การแยกไหล หรือ แยกต้นอ่อนที่เกิดบริเวณโคนใต้ใบ
ชนิดที่ 39. บัวบา (Nymphoides indica)
บัวบา หรือ ตับเต่าใหญ่ เป็นพืชลอยน้ำขนาดเล็ก มีลำต้นเป็นไหลลักษณะคล้ายก้านใบ อาจพบมีใบเพียงหนึ่งใบที่ปลายยอด มีดอกออกเป็นกลุ่ม มีต้นแตกออกไปดูคล้ายกิ่ง มีใบและกลุ่มของดอก ออกตรงปลายต่อไปเรื่อย ใบลักษณะแบน ค่อนข้างกลมถึงรูปไข่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-30 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ก้านใบยาวชูขึ้นมาที่ผิวน้ำ ดอกออกเป็นกลุ่มที่โคนก้านใบ ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบดอกสีขาวด้านในสีออกเหลือง ในไทยพบทั่วทุกภาค ขึ้นตามหนองน้ำที่โล่งและนาข้าว
ชนิดที่ 40. สันตะวาใบพาย (Ottelia alismoides)
สันตะวาใบพาย เป็นพืชใต้น้ำมีรากยึดดิน ลำต้นมีขนาดเล็กเป็นแท่งฝังอยู่ใต้ดิน ส่งใบขึ้นมาเป็นกระจุก ใบเป็นใบเดี่ยว แตกออกจากลำต้นแบบสลับที่โคนของลำต้น ก้านใบยาวมากน้อย ขึ้นอยู่กับความลึกของระดับน้ำ โคนของก้านใบจะแผ่ออกเป็นแผ่นสีขาว แผ่นใบบางและมีขนาดใหญ่ มีสีอมชมพู ใบมีรูปร่างหลายแบบ เช่น ลักษณะเหมือนใบหอกค่อนข้างป้อมสั้น หรือเป็นรูปไข่ ใบจะจมอยู่ในน้ำหรือลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ ฐานใบโค้งมนเข้าหาก้านใบแบบรูปหัวใจ ขอบใบอาจเรียบหรือหยักเป็นคลื่น ดอกออกเป็นช่อหรือกระจุก บานเหนือน้ำทีละดอก พบทั่วไปในหนองน้ำตื้น และในนาข้าว ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด หรือ ใช้เหง้าชำให้แตกใบใหม่
ชนิดที่ 41. ดาวน้อย (Pogostemon helferi)
ดาวน้อย มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อยไปตามพื้น มีใบเดี่ยว ขอบใบหยัก มีสีเขียว ใบที่เติบโตใต้น้ำจะหยักเป็นคลื่น มีสีเขียวสด แตกออกจากลำต้นเป็นกอ ใบหลุดออกจากลำต้นได้ง่ายมาก ออกดอกเป็นช่อยกสูงคล้ายฉัตร ในธรรมชาติพบเติบโตอยู่ตามซอกหิน บริเวณที่น้ำท่วมถึง บริเวณลำธารในเขตชายแดนไทยติดกับพม่า และลำธารในเขตทุ่งใหญ่ ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ตัดแยกเหง้า และตัดลำต้นปักชำในแปลงดินหรือทรายที่ชื้นแฉะ
ชนิดที่ 42. ดีปลีน้ำ (Potamogeton malaianus)
ดีปลีน้ำ หรือ แหนปากเป็ด เป็นพืชน้ำที่มีลำต้น 3 แบบ หนึ่งคือ ลำต้นที่เป็นเหง้า (rhizome) อยู่ในดินใต้น้ำ สองคือ ลำต้นที่เป็นไหล (stolon) เลื้อยทอดไปบนพื้นดินใต้น้ำ และ สามคือลำต้นที่เป็นสายทอดไปตามระดับความลึกของน้ำ ซึ่งมีลักษณะเรียวกลม ลำต้นมีข้อปล้องชัดเจน ความยาวขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำ
ใบเป็นใบเดี่ยว 2 แบบคือ หนึ่ง! ใบลอยน้ำ แผ่นใบหนาเป็นมัน มีสีเขียวสด ลอยแบนติดกับผิวน้ำ ลักษณะใบเป็นรูปไข่ค่อนข้างรี ส่วนแบบที่สองจะเป็นใบใต้น้ำ มีลักษณะเป็นแผ่นบางใส สีเขียวปนน้ำตาล เรียวยาวปลายใบแหลมกว่าใบลอยน้ำ ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย
ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด (spike) คือ มีดอกย่อยเรียงติดกันบนก้านช่อดอก โดยไม่มีก้านดอกย่อย ก้านช่อดอกจะเจริญยืดยาวชูช่อดอกโผล่เหนือน้ำ พบเติบโตในแหล่งน้ำจืด เช่น ทะเลสาบ หนอง และบึง ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด แยกต้นอ่อนที่แตกจากลำต้นใต้ดินหรือลำต้นที่เป็นไหล ไปชำใต้น้ำ
ชนิดที่ 43. ริคเซีย (Riccia fluitans)
ริคเซียจัดเป็นพืชไม่มีดอก ลักษณะลำต้นเป็นแผ่นบาง รูปร่างคล้ายริบบิ้น มีความกว้างประมาณ ๐.5-1 มิลลิเมตร กิ่งแตกเป็น 2 ง่าม บางครั้งก็พบการแตกซ้อนกันหลายชั้น ทำให้มีลักษณะเป็นกระจุกหรือเป็นก้อนกลม มีสีเขียวมรกตถึงเขียวเข้ม สามารถเติบโตทั้งในน้ำ อยู่ดินหรือหิน ทั้งนี้ ริคเซียที่เติบโตอยู่ใต้น้ำ มักจะมีลำต้นรวมตัวกันเป็นก้อนกลมแน่น มีสีเขียวอ่อน ส่วนที่เติบโตอยู่บนดินหรือหินจะมีไรซอยด์สั้นๆ ยึดต้นให้ติดกับพื้น ต้นที่อยู่ในน้ำจะไม่มีไรซอยด์ พืชชนิดนี้! เติบโตได้ดีในสภาพที่มีแสงพอเหมาะ ขยายพันธุ์ด้วยการแยกส่วนของต้นที่อยู่ในน้ำ
ชนิดที่ 44. โรทาล่า (Rotala rotundifolia)
โรทาล่า หรือ ทับทิม เป็นพรรณไม้น้ำพื้นเมืองของไทย ในธรรมชาติพบอยู่ทั่วไปในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มักพบในที่ลุ่ม ในบริเวณที่ชื้นแฉะ ลักษณะลำต้นกลมยาว และตั้งตรงเมื่ออยู่ใต้น้ำ หรืออาจเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากแตกตามข้อของลำต้น
ใบเป็นใบเดี่ยว ใบเหนือน้ำมีลักษณะเป็นรูปไข่ เรียงตัวตรงข้ามกัน และมีสีเขียว ไม่มีก้านใบ ใต้ใบมีสีแดงเห็นเส้นใบชัดเจน มีดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกตรงมุมโคนก้านใบ หรือออกเป็นช่อปลายกิ่ง
ใบใต้น้ำ มีลักษณะแคบ เรียวยาว คล้ายรูปหอกหรือรูปไข่รี แตกออกตรงข้ามกัน มีสีเขียวอมชมพู หากได้รับแสงสว่างมากๆ ใบจะมีสีแดงเข้มคล้ายทับทิม ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ตัดยอด ปักชำในแปลงดินได้ทั้งใต้น้ำและครึ่งบกครึ่งน้ำ
ชนิดที่ 45. สาหร่ายแปรงล้างขวด (Rotala wallichii)
สาหร่ายแปรงล้างขวด หรือ โรทาล่าวาลิชิไอ เป็นไม้น้ำพื้นเมืองของไทย ลักษณะลำต้นกลมยาว ตั้งตรงเมื่ออยู่ใต้น้ำหรือเลื้อยไปตามพื้นดินในบริเวณที่ขึ้นแฉะ ใบแตกจากลำต้นรอบข้อแบบเวิร์ลส (whorls) ข้อละ 10 – 16 ใบ
ต้นที่เติบโตบริเวณพื้นดิน ในบริเวณที่ชื้นแฉะหรือมีเหนือน้ำ ใบจะมีความยาวประมาณ 10 – 12 มิลลิเมตร และมีความกว้างประมาณ 1.25 มิลลิเมตร มีสีเขียวหรือเขียวอมน้ำตาล บริเวณส่วนยอดมักมีสีแดงเข้ม หรือเหลืองทอง มีดอกเดี่ยวออกเป็นกระจุกตรงมุมโคนก้านใบ หรือออกเป็นช่อปลายกิ่ง มีผลชนิดแคปซูล
ใบใต้น้ำจะเรียวยาว เป็นฝอยลักษณะคล้ายสาหร่าย จึงถูกเรียกว่าสาหร่ายแปรงล้างขวด มีสีเขียวอมแดง หรือชมพูอ่อน ขยายพันธุ์ด้วยการตัดยอดปักชำในแปลงดินได้ทั้งครึ่งบกครึ่งน้ำและใต้น้ำ
ชนิดที่ 46. กระจับ (Trapa bispinosa)
กระจับ เป็นพืชน้ำล้มลุก อายุหลายฤดู ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ใบมี 2 แบบ หนึ่งคือ ใบใต้น้ำ มีลักษณะเป็นเส้นยาวคล้ายราก ส่วนใบแบบที่สองคือ ใบลอยน้ำ มีลักษณะใบคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ขอบใบจักแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ด้านล่างมีสีแดง ก้านใบยาว ตรงกลางพองออก ปลายยอดของต้นจะชูขึ้นมาถึงผิวน้ำ ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว เกิดที่โคนก้านใบ และจะบานเหนือน้ำ หลังจากมีการถ่ายละอองเกสรแล้ว ก้านดอกจะโค้งลงทำให้ดอกจมใต้น้ำเกิดเป็นผล ผลจะเป็นผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว มีสีดำขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็ง มีลักษณะรูปร่างเหมือนเขางอโค้งคล้ายเขาควาย โดยกระจับชนิดนี้มีปลายเขาแหลม ขยายพันธุ์ด้วยการแยกไหลหรือกอ
ชนิดที่ 47. สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia aurea)
สาหร่ายข้าวเหนียว มีลำต้นเป็นสายกลมเรียวยาว ใบออกตรงกันเป็นคู่หรือเป็นกระจุก 4 ใบ ใบแตกเป็นเส้นเล็กๆ จัดเป็นพืชที่กินแมลงเป็นอาหาร ที่โคนก้านใบ มีลักษณะพองออกมาเป็นถุงเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วต้น ใช้สำหรับดักจับสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร ภายในถุงมีต่อมเล็กๆ สร้างน้ำย่อยใช้ย่อยสัตว์น้ำขนาดเล็กที่หลุดเข้าไป ดอกออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก ดอกมีสีเหลือง ขอบกลีบล่างเรียบ มีเส้นสีแดงถึงโคนกลีบ ก้านช่อดอกยาวส่งดอกขึ้นมาเหนือน้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการตัดลำต้นไปปักชำ
ชนิดที่ 48. เทปยักษ์ (Vallisneria gigantea)
เทปยักษ์ จัดเป็นพืชมีดอก ใบเลี้ยงเดี่ยว เติบโตอยู่ใต้น้ำ มักพบในน้ำค่อนข้างใส มีแสงสว่างส่องถึง ลักษณะใบแบนแคบยาวคล้ายริบบิ้น ใบมีความกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร และมีความยาว 15 – 100 เซนติเมตร มีสีเขียวเข้ม เส้นใบเรียงขนานกัน ดอกแบบแยกเพศ มีกาบหุ้มดอก ขยายพันธุ์ด้วยการแตกไหลและเกิดต้นอ่อน จากนั้นจึงตัดต้นอ่อนมาปลูกใต้น้ำ
ชนิดที่ 49. เทปเล็ก (Vallisneria spiralis)
เทปเล็ก หรือ เทปน้ำ เป็นพืชใต้น้ำ ชอบขึ้นในแหล่งน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อย ลําต้นเป็นเหง้าขนาดเล็ก ฝังอยู่ในดิน โคลนหรือทราย มีไหลสั้นๆ เลื้อยทอดออกไป มีรากฝอย แตกออกตามข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวไม่มีก้านใบ แผ่นใบยาวรูปร่างแบนคล้ายริบบิ้น สีเขียวอ่อน มีใบแตกที่ข้อ เป็นกอๆ ละ 4-20 ใบ ใบมีเส้นใบ 3-4 เส้น ยาวขนานไปตามความยาวของใบ ปลายใบมีขอบหยัก เป็นซี่ฟันเลื่อยเล็กๆ ใบใต้ผิวน้ำยาวได้ถึง 1 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยการแตกไหลและเกิดต้นอ่อน จากนั้นจึงตัดต้นอ่อนมาปลูกใต้น้ำ
ชนิดที่ 50. มอสน้ำ (Vesicularia dubyana)
มอสน้ำ หรือ จาวามอส จัดเป็นพืชชั้นต่ำ ที่เติบโตได้ดีในน้ำ ลำต้นมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นสายยาว แตกแขนงไม่เป็นระเบียบ ใบมีขนาดเล็ก ลักษณะรูปร่างคล้ายหอก มีสีเขียวมรกตหรือสีเขียวอ่อน ใบมีความยาว 10 – 15 มิลลิเมตร และมีความกว้าง 5 – 7 มิลลิเมตร พวกที่อยู่ในน้ำมักสร้างแคปซูล ส่วนพวกที่อยู่บนดินหรือหิน จะมีไรซอยด์ยึดลำต้นติดพื้น และมีใบรูปหอกกว้างๆ มีสีเขียวเข้ม โดยไม่มีก้าน ในการเลี้ยงในตู้ไม้น้ำ มักนำมอสน้ำไปเกาะติดกับก้อนหิน ขอนไม้ ตะแกรงอะลูมิเนียม หรือวัสดุชนิดอื่นๆ โตได้ดีในน้ำที่มีความใส มีความกระด้างต่ำและมีอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น ขยายพันธุ์ด้วยการใช้สปอร์หรือแยกลำต้นใหม่ เมื่อลำต้นแยกแขนงก็มักจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ













































