หน้าแรก พืชและสัตว์ นกภูเขาไฟ ที่ฝังไข่ไว้ใต้ดินของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น

นกภูเขาไฟ ที่ฝังไข่ไว้ใต้ดินของภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น

บอกตรงๆ ว่า หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลของนกภูเขาไฟ ที่ชื่อว่า มาเลโอ (Maleo) ความคิดแรกของผมคือ เป็นนกที่สุดยอดมาก น่าเสียดายที่อนาคตของพวกมันในธรรมชาติไม่สดใสเอาซะเลย หากถามว่าสุดยอดยังไง? ก็ลองคิดดูดิว่า มันเอาไข่ไปฝังไว้ใต้ดินที่ร้อนๆ ลึกเป็นเมตร ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเพื่อฟักไข่ เอาจริงๆ ไข่ไม่สุกเหรอ? เท่านั้นยังไม่พอ ลูกนกตั้งแต่อยู่ในไข่จนเกิดออกมา มันก็อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ซูเปอร์พรีโกเชียล (Superprecocial) หรือก็คือสภาวะที่ตัวอ่อนมีพัฒนาการสูงสุด เมื่อเทียบกับบรรดานกที่มีชีวิตอยู่บนโลกส่วนใหญ่ ลูกนกที่เกิดมาจะพร้อมสู้ชีวิตทันที มันสามารถขึ้นมาจากใต้ดินได้เอง มีขนปีกพร้อมที่จะบินทันที มีสัญชาตญาณในการหาอาหาร จนถึงการหลบหลีกนักล่าได้ทันที มันไม่จำเป็นต้องได้รับการเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ด้วยซ้ำ! และนี่คือเรื่องราวของ นกภูเขาไฟ 'มาเลโอ'

นกมาเลโอ คืออะไร.?

นกมาเลโอ จัดเป็นนกภูเขาไฟเพียงไม่กี่ชนิดที่ยังไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แมคโครเซฟาลอน มาเลโอ (Macrocephalon maleo) จัดเป็นนกเพียงชนิดเดียวในสกุลของมัน เป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบได้บนเกาะสุลาเวสีและเกาะบูตอน เขตอินโดนีเซีย

ลักษณะเด่นของนกมาเลโอคือ เป็นนกที่จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต มันจะทำรังในพื้นทรายบริเวณภูเขาไฟ หรือ ชายหาดที่ได้รับความร้อนจากใต้พิภพหรือจากแสงแดดที่เพียงพอ มันเป็นนกบินได้ ที่มีขนาดลำตัว 55 – 60 เซนติเมตร มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ บริเวณหลัง ปีก และหาง มีสีดำสนิท บริเวณอกและใต้ท้องจะเผยให้เห็นสีชมพูอมส้มจางๆ ใบหน้าไม่มีขน เผยให้เห็นผิวหนังสีเหลืองสด ล้อมรอบม่านตาสีน้ำตาลแดง ปากสีส้มแดง หัวประดับด้วยโหนกกระดูก สีเข้มที่เด่นชัด

สำหรับ นกมาเลโอ ทั้งเพศผู้และเมีย แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะสีขน โครงสร้างต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า ตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย และสีอาจจะไม่สดเท่าตัวผู้ ซึ่งสังเกตุได้ยากอยู่ดี และจุดเด่นอีกอย่างของนกมาเลโอคือ มีไข่ที่ใหญ่และพิเศษมาก

ไข่ของนกมาเลโอ!

ไข่ของนกชนิดนี้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางสรีรวิทยาอย่างหนึ่ง มันเป็นไข่ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความต้องการเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รอดชีวิตอยู่ใต้ดินโดยปราศจากการดูแลของพ่อแม่ โดยไข่ของนกมาเลโอ จะใหญ่กว่า ไข่ไก่ทั่วไป 3-5 เท่า ซึ่งใหญ่มากๆ เมื่อเทียบกับขนาดนกเจ้าของไข่

โดยไข่ของนกมาเลโอ ส่วนใหญ่จะมีรูปทรงรี มีน้ำหนัก 200 – 250 กรัม ยาว 9.3 – 10.5 เซนติเมตร กว้าง 5.9 – 6.4 เซนติเมตร หากนำไปเทียบเชิงสถิติ ไข่ไก่ขนาดใหญ่พิเศษของสหรัฐอเมริกา จะหนักเพียง 70.9 กรัมต่อฟองเท่านั้น! นอกจากนี้ ยังมีปริมาณไข่แดงสูงถึง 60 – 70% คุณต้องรู้ว่า ไข่ไก่มีเพียง 30% เท่านั้น นอกจากนี้ ไข่ของนกมาเลโอ ยังต้องการความร้อนในการฟักไข่ค่อนข้างสูงและระยะฟักไข่ก็นาน 60 – 90 วัน ซึ่งนานมาก

สภาวะตัวอ่อน ซูเปอร์พรีโกเชียล

สภาวะตัวอ่อนที่พัฒนาสูงสุด (Superprecociality) เป็นวิวัฒนาการเชิงแลกเปลี่ยน ที่มีให้กับการที่ไข่และลูกนกขาดการดูแลโดยพ่อแม่ ในทางวิทยาศาสตร์นกมาเลโอ ถือเป็นจุดสูงสุดของการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง

มันค่อนข้างคล้ายเต่าทะเล ที่เมื่อระยะเวลาการฟักไข่สิ้นสุดลง ลูกนกจะต้องพาตัวเองออกจากไข่ เมื่อมันออกมาได้ ก็จะต้องเจอกับความท้าทายที่น่ากลัว เพราะมันถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกถึง 1 เมตร ลูกนกจะใช้เวลาถึงสองวันที่จะค่อยๆ ขุดอุโมงค์ขึ้นมาสู่ผิวดิน ระหว่างทางจะเกิดแรงเสียดทานจากดิน ซึ่งช่วยขัดสีปลอกหุ้มขน จนทำให้ลูกนกสามารถกางปีกออกได้ทันที หลังจากขึ้นสู่ผิวดินได้สำเร็จ

เมื่อขึ้นมาได้สำเร็จ มันจะไม่ใช่ลูกนกที่อ่อนแอ ที่ปกคลุมไปด้วยขนอุยอีกต่อไป แต่เป็นลูกนกที่พร้อมสู้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ มันลืมตาได้เต็มที่ การทำงานของร่างกายสมบรูณ์แบบ สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ มีขนปีกสำหรับบินที่ขึ้นเต็ม สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ลูกนกสามารถวิ่งและบินได้เกือบจะทันที ส่วนสาเหตุที่มันต้องดิ้นรนขนาดนี้ก็เพราะ! ถิ่นที่อยู่ของมัน เต็มไปด้วยศัตรูที่ดุร้ายเช่น ตะกวด กิ้งก่ายักษ์ งูตัวใหญ่ๆ หมูป่า และ แมวป่า ที่มักจะลาดตะเวนหาเหยื่อแถวๆ จุดวางไข่ของนก

เพราะแบบนี้ ทันทีที่ลูกนกมาถึงผิวดิน สิ่งแรกที่มันทำคือ การวิ่งหนีไปหาที่ซ่อนใต้ร่มเงาในป่าทึบ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากสัญชาตญาณ มันไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ หรือการป้อนอาหารจากพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ และแม้ว่าพวกมันจะวางไข่ปีละ 8 – 12 ฟอง และเป็นนกที่เกิดมาก็แข็งแกร่ง แต่อัตราการตายของลูกนกก็ยังสูงอยู่ดี

สุดท้ายคงต้องบอกว่า นกมาเลโอ จัดเป็นนกที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต สาเหตุหลักๆ คือ การลักลอบเก็บไข่ การเปลี่ยนพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม โดยครั้งหนึ่ง เคยมีรังของนกชนิดนี้เหลือเพียง 4 รังเท่านั้น! จนมันได้รับการคุ้มครองโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย จนมีรังเพิ่มเป็น 4 – 7 พันรัง แต่สุดท้ายก็ลดลงไปอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ทำรังถูกมนุษย์ยืดครอง จนในปี พ.ศ. 2552 (2009) องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าในสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อซื้อที่ดินริมชายหาดของอินโดนีเซียจำนวน 36 เอเคอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำรังของนกเมเลโอ 40 รัง ทั้งหมดก็เพื่ออนุรักษ์นกชนิดนี้เอาไว้

อ่านเรื่องอื่น