หายนะด้านสิ่งแวดล้อม ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลมานานกว่า 70 ปี

นอกชายฝั่งลอสแอนเจลิสเพียง 16 กิโลเมตร มีหายนะทางธรรมชาติถูกทิ้งไว้นานถึง 70 ปีฝังอยู่ใต้ทะเล ซึ่งมีผู้คนเพียงน้อยนิดที่รู้เรื่องของมันจนทุกวันนี้ ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มีชื่อว่า David Valentine จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

Advertisements

จากการค้นหาข้อมูลได้นำเขาลงไปลึก 3,000 ฟุตใต้มหาสมุทร ในเวลาไม่นานหุ่นยนต์สำรวจก็ได้เจอกับสิ่งที่ซุกซ่อนมาตั้งแต่ปี 1940 มันคือถังสารพิษจำนวนมากซึ่งเป็น DDT ร่วงอยู่เต็มท้องทะเลระหว่างเขต Long Beach และเกาะ Catalina หุ่นยนต์สำรวจยังได้แสดงให้เห็นว่าสภาพรอบๆเขตที่ทิ้งถังสารพิษนั้นกลายสภาพเป็นพื้นที่รกร้างไม่มีสิ่งมีชีวิต จำนวนถังทั้งหมดยังไม่สามารถระบุได้ แต่จากข้อมูลเป็นไปได้ว่ามันมีมากถึง 5 แสนถัง

หลังจากการทิ้งถังพวกนี้เมื่อ 70 ปี ก่อน การวิจัยของ Valentine ช่วยในการจำกัดบริเวณสารพิษพวกนี้อย่างมาก สาร DDT พวกนี้สร้างหายนะทางทะเลแบบเงียบๆ มาหลายปี มันส่งผลหลายอย่าง รวมถึงเป็นต้นเหตุของมะเร็งในประชากรสิงโตทะเลด้วย

จุดเริ่มต้นหายนะ

แรกเริ่ม DDT ถูกคิดค้นขึ้นมาในปี 1939 ถูกผลิตและใช้งานอย่างมากในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะกองทัพสหรัฐในแนวรบแปซิฟิค เพราะตามหมู่เกาะเขตร้อนเป็นแหล่งของยุงที่เป็นพาหะโรคอย่างมาลาเรีย หลังสงคราม DDT ถูกใช้อย่างกว้างขวางทั้งในการเกษตรและกำจัดแมลงตามบ้าน แต่แล้วในปี 1960 ได้มีการพบว่า DDT นั้นมีสารพิษที่เป็นอันตรายเกินไป จึงทำให้ในปี 1972 ได้มีกฏหมายห้ามการใช้ DDT ในสหรัฐ จนนำไปสู่การห้ามใช้ DDT ทั่วโลก

Advertisements

หลายปีที่ผ่านมาขยะสารพิษทั้งหลายถูกกำจัดแบบชุ่ยๆ เช่นทิ้งลงในท่อระบายน้ำหรือทิ้งลงทะเล และสารพิษที่เหลือก็ถูกขนขึ้นเรือและไปทิ้งในทะเลที่ห่างจากฝั่งประมาณ 15-20 กิโลเมตรในมหาสมุทร

มันยากที่จะเชื่อแต่การทิ้งขยะพวกนี้กลับถูกกฏหมาย โดยในตอนนั้นคิดว่าทะเลมันกว้างมากแค่นี้ไม่น่ามีปัญหา ซึ่งนำมาสู่หายนะในภายหลัง ถึงแม้จะอ้างว่าทิ้งในความลึกถึง 3,000 ฟุต แต่มันก็มีพวกที่แอบทิ้งใกล้ฝั่ง มีหลักฐานว่าถังพวกนี้ได้รับความเสียหายทำให้สารพิษรั่วไหลออกมา

จริงๆ แล้วมีการตรวจพบสารพิษนี้มาตั้งแต่ต้น ในปี 1980 กรมควบคุมคุณภาพน้ำแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ตรวจพบปริมารถสาร DDT ในน้ำและได้รายงานแจ้งไปแต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบ และถังพวกนี้ก็ยังคงอยู่จนถึงบัดนี้

แหล่งทิ้งสารพิษใกล้ฝั่ง

การทิ้งสารพิษในแหล่งน้ำลึกยังสร้างความเสียหายขนาดนี้ การทิ้งในเขตน้ำตื้นยิ่งเลวร้ายกว่า จากชายฝั่ง 2 ไมล์ Rancho Palos เป็นอีกแหล่งที่มีการทิ้งสารพิษ ในปี 1996 เขตนั้นได้ถูกประกาศเป็นเขตปนเปื้อนและมีการทำความสะอาดซึ่งกินพื้นที่มากถึง 34 ตารางไมล์ และยังเป็นการฟ้องร้องบริษัท Montrose ซึ่งยืดเยื้อไปจนถึงปี 2000 สุดท้ายค่าเสียหายที่ต้องจ่ายมีมากถึง 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินจำนวนนั้นถูกใช้ไปในโครงการฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศที่ได้รับความเสียหายจากสารพิษ

Advertisements

DDT จะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารโดยเริ่มจากสัตว์ขนาดเล็ก จากนั้นปลาเล็กก็จะกินพวกมันก่อนจะโดนปลาขนาดใหญ่และสัตว์ชนิดอื่นกิน ซึ่งสารพิษที่สะสมนี่สามารถส่งผลไปถึงมนุษย์ได้ ปัจจุบันมีการเตือนว่าไม่ควรกินปลาบางชนิด แต่กระนั้นสาร DDT ยังสามารถผ่านเข้าโดยตรงจากการสัมผัสน้ำทะเลด้วย

การค้นพบถังสารพิษ

ถังสารพิษพวกนี้ถูกทิ้งในทะเลตั้งแต่ปี 1940-1960 แต่การมีอยู่ของมันเพิ่งได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานนี้ จากการสำรวจของ Valentine พบถังสารพิษมากถึง 60 ถังและทีมงานยังสามารถเก็บตัวอย่างกลับมาด้วย และพบว่ามันมีการปนเปื้อนสูงกว่าที่ Rancho Palos มากถึง 40 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าสารพิษที่อยู่ลึกลงไปนั้นยังคงมีความเข้มข้นสูงมาก

ด้วยหลักฐานชัดเจนชิ้นนี้ Valentine กล่าวว่าเค้าพยายามมาหลายปี แต่ก็ไม่เป็นผล แต่เมื่อเรื่องราวได้ลงในหนังสือพิมพ์ LA Times เรื่องก็ได้รับความสนใจและเสียงเรียกร้องจากประชาชน

Advertisements

หายนะของสิงโตทะเล

เรื่องน่าเศร้าของสิงโตทะเลในเขตนั้น จากการศึกษาประชากรสิงโตทะเลนาน 30 ปี พบว่าพวกมันมากถึง 25% ที่เป็นมะเร็ง ซึ่งจำนวนนี้น่าตกใจมาก และยังมีการตรวจพบการปนเปื้อนสาร DDT และ PCBS ที่เป็นสารก่อมะเร็งในตัวสิงโตทะเลสูงมาก ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ทำให้พวกมันเป็นโรคอื่นได้ง่ายขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกมันได้รับสารพิษจากบริเวณใกล้แหล่งผสมพันธุ์ของพวกมันบริเวณเกาะ Channel

แม้จะยังมีคำถามอีกมากที่ยังไม่ได้รับคำตอบ แต่บทเรียนจากการปนเปื้อนของ DDT นั้นก็ชัดเจน เมื่อมนุษย์สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโหดร้าย ก็จะมีผลกระทบถึงคนรุ่นหลัง ตัวอย่างในปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ คำถามที่ตามมาคือ ลูกหลานเราจะต้องแบกรับภาระในอนาคตที่เกิดจากคนรุ่นเรามากน้อยเพียงไหน?

อ่านเรื่องอื่น

Advertisements