ครั้งแรก! ผึ้งสังหาร ‘เพนกวิน’ ที่ใกล้สูญพันธุ์ 63 ตัว ด้วยการต่อยเข้าที่ตา

ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและยังน่าตกใจ ที่มีการตายของ "เพนกวิน" ในแอฟริกาใต้ ที่โตเต็มวัย ซึ่งพวกมันหายากมาก ด้วยจำนวนการตายหลายสิบตัวของพวกมัน ทำให้มีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น

ฝูงเพนกวินหายากหลายสิบตัวถูกฝูงผึ้งฆ่าตายในแอฟริกาใต้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์อธิบายว่าเป็นอุบัติเหตุประหลาด ..โดยเพนกวินแอฟริกัน จำนวนถึง 63 ตัว ถูกพบว่าตายที่หาดโบลเดอร์ส (Boulders Beach) ใกล้เคปทาวน์ และจากการตรวจสอบพบว่ามันถูกผึ้งต่อยรอบดวงตา นักวิจัยกล่าวว่า “ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน”

เพนกวิน

มูลนิธิใต้แอฟริกาเพื่อการอนุรักษ์นกชายฝั่ง กล่าวในการแถลงว่า ผู้ต้องสงสัยคือรังผึ้งที่ถูกรบกวนในพื้นที่ แม้เพนกวินจะเคยโดนผึ้งต่อยมาบ้าง แต่ไม่เคยเกิดเห็นเหตุรุนแรงในระดับนี้

Katta Ludynia ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของมูลนิธิกล่าวว่าในตอนแรก ทีมของเธอคิดว่านักล่าที่อยู่เบื้องหลังความตายนี้หรืออาจเป็นโรคภัย แต่จากการชันสูตรพลิกศพไม่ได้เปิดนักล่าหรือโรคภัยใดๆ แต่กลับพบว่ามีร่องรอยผึ้งต่อยในดวงตาของพวกมัน ..แล้วสัตวแพทย์ของเราก็กลับไปที่เกิดเหตุ พวกเขาพบว่ามีผึ้งตายอยู่บนชายหาดแถวนั้นเช่นกัน

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของมูลนิธิ จะทำการตรวจสอบรังอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าเพนกวินมีไข่หรือลูกหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะเข้าไปช่วยเหลือเพื่อเลี้ยงดูโดยเจ้าหน้าที่

ดร.เดวิด โรเบิร์ตส์ สัตวแพทย์ประจำมูลนิธิฯ กล่าวว่า “จำนวนเพนกวินแอฟริกันลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้เห็นการเสียชีวิตของตัวเต็มวัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีแนวโน้มผสมพันธุ์ได้มากมายเช่นนี้

เพนกวินแอฟริกัน หรือ เพนกวินตีนดำ (African penguin, Black-footed penguin) ชื่อวิทยาศาสตร์ Spheniscus demersus มันเป็นเพนกวินขนาดเล็ก มีลำตัวยาวประมาณ 68-70 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 2-5 กิโลกรัม ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย มีจะงอยปากที่แหลมกว่าเพนกวินฮัมโบลด์ ซึ่งเป็นเพนกวินที่อยู่ร่วมสกุลเดียวกัน

เพนกวินแอฟริกัน จะจับคู่อยู่เพียงคู่เดียวตลอดชีวิต มีพฤติกรรมการอยู่รวมกันเป็นนิคมใหญ่ เมื่ออากาศร้อนจะขุดหลุมฝังตัวในพื้นทรายและอ้าปากรับลมเพื่อระบายความร้อนออกจากตัว จัดเป็นเพนกวินอีกชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ..ปัจจุบันอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์

อ่านเรื่องอื่น

แหล่งที่มาtheguardian