
การมาถึงไทยของกุ้งเครย์ฟิช
เริ่มแรกในปี พ.ศ. 2530 กุ้งเครย์ฟิชถูกนำเข้ามาโดยภาคเอกชน ซึ่งเป็นชนิด โพรแคมบารัส คลาร์กี้ (Procambarus clarkii) หรือก็คือกุ้งแดง (Red swamp crawfish) มันเป็นกุ้งเครย์ฟิชสีแดงที่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก และ ทางตอนใต้ของอเมริกา ในตอนนั้นกุ้งพวกนี้ ถูกเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์น้ำสวยงาม และเป็นอาหารแต่ก็ไม่ได้เป็นนิยมกินกันเท่าไร

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 มีการตรวจพบกุ้งเครย์ฟิชในสกุล เชอแร็กซ์ (Cherax) ในประเทศไทยมากถึง 37 ชนิด โดยทั้งหมด! ถูกนำเข้ามาโดยภาคเอกชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 โครงการหลวงก็ได้นำเข้ากุ้งก้ามแดง เชอแร็กซ์ ควอดริคารินาทัส (Cherax quadricarinatus) ซึ่งเป็นกุ้งในวงศ์เครย์ฟิชออสเตรเลีย (Parastacidae) โดยกุ้งในวงศ์นี้มี กุ้งน้ำจืดยักษ์แทสเมเนีย (Tasmanian giant freshwater crayfish) ซึ่งเป็นกุ้งเครย์ฟิชขนาดใหญ่ที่สุดในโลกรวมอยู่ด้วย
หลังจากกุ้งก้ามแดงเข้ามาในประเทศไทย มันก็ถูกนำไปทดลองเลี้ยงและขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงจนมีขนาด 2 นิ้ว จากนั้นจึงถูกย้ายไปเลี้ยงในนาข้าวที่โครงการหลวง บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็พบว่าเป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศเมืองไทยและยังโตได้ดีอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมนัก เนื่องจากคนไทยไม่นิยมกินกุ้งชนิดนี้ ตลาดหลักจึงส่งให้ภัตตาคารต่างๆ แน่นอนว่าไม่สามารถหาซื้อได้ในตลาดแถวบ้าน ..ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะความจริงในไทย ก็มีกุ้งดีและถูก ให้กินมากมาย ทำไมต้องไปกินกุ้งเปลือกแข็งๆ ด้วย
ในช่วงปี พ.ศ. 2558 – 2559 ความนิยมมาถึงขีดสุด!
คงต้องบอกว่าในช่วงปี พ.ศ. 2558 จนถึงต้นปี พ.ศ. 2559 ถือเป็นยุคทองของกุ้งเครย์ฟิชเลยก็ว่าได้ แต่บอกตรงๆ ว่า ผมเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่า มันไม่ใช่การเลี้ยงที่ยั่งยืน มันเป็นการเก็งกำไรต่างหาก แน่นอนว่า! ผมเองก็ลงไปเล่นกับเขาด้วย กุ้งเครย์ฟิชในตอนนั้นราคาแพงขึ้นเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะ “กุ้งก้ามแดง” และ “กุ้งโกส” ที่ไม่ว่าบ้านไหนก็เลี้ยง บางคนถึงขนาดเช่าตึกแถวเพื่อวางกะละมังสำหรับเลี้ยงกุ้งพวกนี้เลยทีเดียว
หากพูดถึงราคาแพงต่อตัวคงต้องยกให้กับกุ้งโกส หรือ โพรแคมบารัส คลาร์กี้ โกส (Procambarus clarkii ghost) เพราะในปี พ.ศ. 2558 กุ้งโกสขนาดลงเดิน แบบพ่อแม่กุ้งไม่ได้ดีเด้อะไร ก็มีราคาตัวละร้อยกว่าบาท ยิ่งถ้าเป็นช่วงพีคราคากระโดดไปที่ตัวละหกหรือเจ็ดร้อยบาท ส่วนตัวสวยๆ ขี้หมูขี้หมาก็หลักพันหลักหมื่น และปั่นกันไปจนตัวเป็นล้านก็มี แน่นอนว่าลูกๆ ของกุ้งค่าตัวแพงเหล่านี้ ก็จะแพงกว่าปกติเช่นกัน คล้ายกรณีควายไทยสวยงามนั้นล่ะ พ่อควายราคาแพง แม้แต่น้ำเชื้อยังขายได้แพง
ในกรณีของกุ้งก้ามแดง ในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถือว่ามีความต้องการที่สูงมากๆ สูงจนทะลุเพดานตึกสิบชั้นเลยทีเดียว ผมเองจำได้เลยว่า เคยนั่งรถไปตั้งไกลแล้วรอถึงครึ่งวัน เพื่อไปซื้อกุ้งก้ามแดงไม่กี่ตัว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลี้ยงให้เป็นกุ้งเนื้อ …ในช่วงเวลานั้น มีเกษตรกรจริงและเกษตรกรสมัครเล่นหน้าใหม่มากมาย แห่กันมาซื้อพ่อแม่พันธุ์ โดยหวังจะเพาะเลี้ยงเพื่อขายลูกพันธุ์กุ้งก้ามแดง จนพ่อแม่พันธุ์ขาดตลาด ก็เปลี่ยนมาซื้อขายลูกพันธุ์กันอีก ต่อมาไม่นานลูกกุ้งก็ราคาทะยานขึ้นไปอีก
ถ้าจำไม่ผิดผมเคยซื้อลูกกุ้งก้ามแดงขนาดลงเดิน ตัวละเกือบสิบบาท ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าแพงชิบ แต่ก็คิดบวกว่าเราจะมีลูกกุ้งขายแบบคนอื่นในเร็ววัน แล้วก็คิดลบว่า มันก็คงมีอีกเป็นแสนคนที่คิดแบบเรา …แต่ไม่เป็นไร เอามาลองไม่กี่ร้อยตัว
ถ้าพูดถึงราคาพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามแดงขนาด 5 – 6 นิ้ว ในตอนนั้น ราคาเคยไปถึงคู่ละ 3 พันบาท ซึ่งถึงขีดสุดแล้ว จากนั้นราคาของมันก็ลงมาเรื่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ ขายยากขึ้นๆ และขายยากขึ้น นั้นเพราะมันมาถึงจุดที่มีแต่คนเลี้ยงเพื่อขาย ไม่มีคนซื้อ ใครๆ ก็มีกุ้งพร้อมจะปล่อยขายกันทั้งนั้น แล้วก็ไม่มีใครเต็มใจชั่งกิโลขายด้วย
จนในปี พ.ศ. 2560 ราคาพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ก็ลดลงไปอย่างมาก จนมาเหลือไม่กี่ร้อยบาทต่อคู่ และก็ลดลงไปอีกตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งสุดท้ายก็ขายยากมาก จนในที่สุด! ตลาดก็วายไปโดยสมบรูณ์ และเมื่อไม่ได้เลี้ยงเพราะชอบกุ้งชนิดนี้ เมื่อขายไม่ออก มันก็ไม่มีค่าอะไร สุดท้ายก็เริ่มปล่อยกุ้งพวกนี้ทิ้งลงคลอง จนกลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์รุกรานที่พบได้ในไทย
ต่อไปขอสรุปเรื่องนี้เล็กน้อย ..สำหรับกุ้งเครย์ฟิช ไม่ว่าจะเป็นก้ามแดงหรือชนิดอื่น หากถามว่ามันมีเยอะในธรรมชาติประเทศไทยหรือยัง? ก็คงต้องบอกว่า ตอนนี้พบเห็นหรือจับกันได้บ้างแล้ว อย่างน้อยน้องที่ผมรู้จักก็ตกได้หลายครั้ง แต่ก็คงพบได้บางพื้นที่ และอีกอย่างถ้าขึ้นชื่อว่ากุ้ง เดี๋ยวมันก็คงถูกกินอยู่ดี คงไม่ถึงกับระบาดจนน่าสะพรึงกลัวแบบปลาซักเกอร์ได้







