
การค้นพบจระเข้ในถ้ำ ‘สีส้ม’ ที่แปลกประหลาด
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ปี พ.ศ.2551 (2008) นักวิจัยต้องประหลาดใจ เมื่อพวกเขาพบเข้ากับจระเข้แปลกๆ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำอเบนด้า (Abanda cave) ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลในประเทศกาบอง (Gabon) มันดูไม่เหมือนจระเข้ทั่วไป พันธุศาสตร์ของพวกมันบอกเป็นนัยว่า จระเข้ในถ้ำประหลาดพวกนี้ อาจกำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนาไปสู่สายพันธุ์ใหม่
วิจัยพบว่าจระเข้ในถ้ำเหล่านี้ มีผิวหนังเป็น “สีส้ม” สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า พวกมันไม่ได้ใช้ถ้ำเป็นที่นอนชั่วคราว แต่พวกมันอาศัยอยู่ในถ้ำที่มืดมิดอย่างถาวร หรือ อยากน้อยก็เกือบทั้งปี จระเข้สีส้มพวกนี้ อาศัยร่วมกับ ค้างคาว มากกว่า 1 แสนตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค้างคาวผลไม้อียิปต์ นอกจากนี้ยังมี จิ้งหรีด จำนวนมหาศาล
ริชาร์ด ออสลิสลี (Richard Oslisly) ผู้ค้นพบจระเข้ในถ้ำครั้งแรกในปี พ.ศ.2551 (2008) กล่าวว่า อาหารของจระเข้ในถ้ำพวกนี้แตกต่างจากภายนอกถ้ำ มันเป็นจระเข้ที่ปรับให้เข้ากับโลกใต้ดิน พวกมันอยู่ในคุกของตัวเอง
เมื่อเวลาผ่านไป จระเข้ที่มีอายุมากกว่าจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม นักวิจัยตั้งทฤษฎีว่า การเปลี่ยนสีถือเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งจะเกิดจากการที่จระเข้ใช้เวลาอยู่ในน้ำ ที่เต็มไปด้วยอัลคาไลน์นานเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นของเหลวที่ประกอบไปด้วยมูลค้างคาว จนทำให้ผิวหนังของจระเข้ซีดขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามันอยู่นานกว่านี้หรือผ่านไปอีกหลายๆ รุ่น บางทีพวกมันอาจจะกลายเป็นสีขาวไปจริงๆ
เป็นที่รู้กันว่าจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น ซึ่งหมายความว่าพวกมันต้องการความร้อนจากสิ่งแวดล้อม เพื่อเอาชีวิตรอด ทุกๆ วัน พวกมันจึงต้องขึ้นมาตากแดด ดังที่เห็นจากภาพมากมายในอินเตอร์เนต ที่จระเข้ที่มาอ้าปากอยู่นิ่งๆ บนบก แต่! สภาพแวดล้อมของจระเข้ในถ้ำนั้นหนาวเย็น ซึ่งนักวิจัยพบว่า มีอุณหภูมิคงที่อยู่ที่ประมาณ 22 องศาเซลเซียส แถมยังขาดแสงแดดอีก
แต่! แทนที่จระเข้พวกนี้จะขยับตัวไม่ค่อยได้เพราะขาดความร้อน แต่พวกมันกลับสามารถล่าเหยื่อในความมืดได้เหมือนอยู่ข้างนอก …ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกมาก!
จระเข้ถ้ำสีส้ม แท้จริงคืออะไร?
ในตอนนี้นักวิจัยไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า จระเข้สีส้มที่อยู่ในถ้ำ คือ จระเข้แคระแอฟริกัน (African dwarf crocodiles) เพราะพวกมันเริ่มมีความแตกต่างมากพอที่จะพูดได้ว่า มันแค่คล้ายจระเข้แคระแอฟริกัน แน่นอนว่าหากย้อนกลับไป พวกมันก็มาจากที่เดียวกัน โดยจระเข้แคระแอฟริกัน พบในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง มันเป็นหนึ่งในจระเข้ขนาดเล็กที่สุดในโลก มันมีความยาวไม่เกิน 2 เมตร แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่โตเกิน 1.5 เมตร ก็ตาม แต่การวิจัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า อาจมีสามชนิดที่แตกต่างกันในภูมิภาคนี้ ..นี่ยังไม่รวมจระเข้ในถ้ำ

น่าแปลกที่หลักฐานทางพันธุกรรมจนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าจระเข้ในถ้ำนี้ อาจแยกออกจากญาติที่อยู่ภายนอกของพวกมัน ..“จระเข้ในถ้ำอเบนด้า มันโดดเด่นในฐานะกลุ่มพันธุกรรมที่แยกออกมาได้” ออสลิสลีบอกว่า ข้อมูลจนถึงปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าจระเข้กลุ่มที่อยู่ในถ้ำนี้ แยกตัวออกจากญาติที่อยู่ข้างนอกเมื่อหลายพันปีก่อน
แต่ DNA ของจระเข้ในถ้ำทำให้เกิดคำถาม สัตว์พวกนี้ผสมพันธุ์กันที่ไหน? ตัวที่เล็กกว่าอาจออกจากถ้ำเพื่อผสมพันธุ์หรือไม่? แต่ถ้าจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดติดอยู่ในถ้ำจริง พวกมันจะทำรังอยู่ในถ้ำแบบไหน? ..หรือพวกมันจะเลิกทำกิจกรรมเกี้ยวพาราสีทั้งหมดหรือไม่? ซึ่งปกติกิจกรรมนี้ต้องทำในน้ำ แต่ในเมื่อไม่มีน้ำมากพอ พวกมันทำกันยังไง?
คุณต้องรู้ว่า ในธรรมชาติจระเข้แคระแอฟริกัน มักต้องการพืชผักสำหรับวางไข่ของพวกมัน แต่ไม่มีสิ่งใดในถ้ำแห่งนี้ หรือที่จริงแล้วจระเข้ตัวใหญ่ใช้ถ้ำตามฤดูกาล แล้วจึงหาทางออกมาข้างนอกเพื่อผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน?
สำหรับถ้ำอเบนด้า (Abanda cave) เป็นถ้ำที่ซับซ้อนตั้งอยู่ในประเทศกาบอง มีเครือข่ายถ้ำที่แยกเป็นอิสระสองแห่ง หนึ่งคือถ้ำดินกูมบู (Dinguembou) ซึ่งยาวประมาณ 350 เมตร อีกแห่งคือ ถ้ำมูกัมบี (Mugumbi) ยาวประมาณ 400 เมตร ถ้ำทั้งหมดสามารถเข้าถึงทางเดินแนวนอนได้ โดยใช้ปล่องแนวตั้งที่มีความลึกประมาณ 7 เมตร และถ้ำก็เป็นอาณานิคมใหญ่ของค้างคาวหลากหลายสายพันธุ์ คาดว่ามีไม่น้อยกว่า 1 แสนตัว
หลักฐานการแยกตัวออกจากภายนอก
หนักฐานแรกคือ อาหารที่พวกมันกิน! จากการวิเคราะห์ล่าสุด นักวิจัยพบสิ่งตกค้างในกระเพาะอาหาร จนสามารถยืนยันได้ว่า จระเข้ในถ้ำกินเหยื่อที่อาศัยอยู่ในถ้ำเท่านั้น แหล่งอาหารหลักของพวกมันคือค้างคาวและจิ้งหรีดถ้ำ และยังพบหอยทาก!
นอกจากนี้มีสิ่งหนึ่งที่อาจไม่รู้คือ โดยทั่วไปจระเข้เป็นสัตว์ที่ต้องกินเหยือในน้ำ! แม้ว่ามันจะล่าและฆ่าฉีกเหยือบนบกได้ แต่มันจะพยายามลากเหยือลงไปกินในน้ำอยู่ดี เรื่องนี้ไม่ได้มีพูดถึงแค่ในวงการวิทยาศาสตร์ แต่พูดถึงแม้แต่ในนิทานหรือตำนาน โดยในตำนานได้กล่าวไว้ว่า การที่ต้องลากเหยื่อลงไปกินในน้ำ มันคือบาปอย่างหนึ่งของจระเข้ แต่! จระเข้ในถ้ำชนิดนี้สามารถกินจนเสร็จบนพื้นได้! มันคือการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมครั้งใหญ่
แม้ว่าสีส้มจะเป็นเพียงผลพลอยได้จากสิ่งแวดล้อม แต่หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางวิวัฒนาการอย่างแท้จริงนั้น ซ่อนอยู่ในรหัสพันธุกรรมของจระเข้ในถ้ำพวกนี้อยู่แล้ว เพราะจากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรม ซึ่งได้เก็บตัวอย่างเลือดของจระเข้ในถ้ำ 30 – 40 ตัว จนเผยให้เห็นถึงการแยกตัว! ออกจากประชากรภายนอก ซึ่งเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นกระบวนการเกิดจระเข้ชนิดใหม่
กล่าวโดยสรุป! หลังจากที่มีการติดตามและวิจัยจระเข้เหล่านี้มาหลายปี! นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า จระเข้ในถ้ำไม่ได้กำลังกลายพันธุ์อย่างที่เข้าใจ แต่พวกมันกำลังอยู่บนเส้นทางของการเป็นจระเข้ชนิดใหม่! ซึ่งเป็นคัดเลือกโดยธรรมชาติอย่างหนึ่ง และไม่มีใครรู้ว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลานานแค่ไหน








