สงครามนิวเคลียร์ยุคใหม่ ‘โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง’ โดยไม่สำคัญว่าใครจะใช้

ด้วยสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยุโรป มีผู้เข้าร่วมอย่างน้อยหนึ่งรายที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ความเป็นไปได้ที่อาวุธดังกล่าวจะถูกนำมาใช้จึงเป็นไปได้ และเป็นความจริงที่ว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์เคยใช้อาวุธดังกล่าวเพื่อเอาชนะสงคราม เราจึงทราบดีถึงพลังของมัน แต่ระเบิดเมื่อตอนนั้นมันมีพลังเทียบไม่ติดฝุ่นเมื่อต้องเจอกับระเบิดในตอนนี้

ถ้าเกิดเอาอาวุธอันตรายขนาดนี้มาใช้

Advertisements

ด้วยการศึกษาใหม่ที่นำโดย Cheryl Harrison ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งภาควิชาสมุทรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชายฝั่งแห่งมหาวิทยาลัยรัฐลุยเซียนา ได้ประเมินผลกระทบที่เกิดจากนิวเคลียร์ จะมีต่อสภาพอากาศและรูปแบบภูมิอากาศของโลกอย่างไร?

“ไม่สำคัญว่าใครวางระเบิดใคร อาจเป็นอินเดียและปากีสถานหรือนาโต้และรัสเซียหรืออเมริกา เมื่อเกิดการระเบิด จะเกิดฝุ่นควันจำนวนมากลอยสู่บรรยากาศชั้นบน มันจะแพร่กระจายไปทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อทุกคน” Harrison กล่าว

การศึกษาได้ใช้วิธีจำลองผลกระทบจากการระเบิดด้วยคอมพิวเตอร์หลายครั้ง โดยพิจารณาว่าประเทศใดมีคลังอาวุธนิวเคลียร์พร้อมใช้ และจำนวนอาวุธดังกล่าวที่มีอยู่ ปัจจุบันหากนับเพียงแค่ 9 ประเทศ ก็มีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 13,000 ลำ อ้างอิงจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม

การจำลองสถานการณ์

ในทุกสถานการณ์ที่ทีมดำเนินการทดสอบ ..การระเบิดที่เกิดจากอาวุธนิวเคลียร์จะนำไปสู่การปล่อยเขม่า (คาร์บอนสีดำ) และควันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น อนุภาคเหล่านี้จะดูดซับแสงแดดที่จำเป็นบนพื้นผิว นำไปสู่ความล้มเหลวของพืชผลอย่างกว้างขวางทั่วโลก

สถานการณ์ที่ทีมจำลองขึ้นนั้นรวมถึงการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์ขนาด 100 กิโลตันจำนวน 4,400 ลำ ที่มุ่งเป้าไปที่ศูนย์ประชากรและพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นหลัก

หากเป็นเช่นนั้นมันจะส่งผลให้มีควันและเขม่า 150 เทระกรัม (1 เทระกรัม = 1,000,000,000 กิโลกรัม) ซึ่งมากกว่า 330 พันล้านปอนด์ ถูกฉีดเข้าไปในบรรยากาศชั้นบน

หรือหากเป็นสงครามที่ ‘เล็กลงไปอีก’ ซึ่งจำลองมาจากการโจมตีกันระหว่างอินเดียและปากีสถาน ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ขนาด 100 กิโลตันประมาณ 500 ลำ สิ่งนี้จะสร้างควันและเขม่าได้ 5 – 47 เทรากรัม หรือ 11-103 พันล้านปอนด์

จุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็ง

ในเดือนแรกหลังจากการโจมตีเหล่านี้ ทีมงานอธิบายว่า อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงประมาณ ประมาณ 7 องศาเซลเซียส นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายซะอีก

หลังจากนั้นอุณหภูมิของมหาสมุทรจะลดลงอย่างรวดเร็ว และจะไม่กลับไปสู่ระดับพื้นฐานก่อนสงคราม แม้ว่าจะหมดควันและเขม่าแล้วก็ตาม

อุณหภูมิที่ต่ำลงนี้จะทำให้น้ำแข็งในทะเลขยายตัวทั่วโลกไปมากกว่า 6 ล้านตารางไมล์ (ประมาณ 16 ล้านตารางกิโลเมตร) โดยมีความหนาถึง 1.8 เมตร ..น้ำแข็งจะปิดกั้นท่าเรือสำคัญๆ ของโลกหลายแห่ง เช่น เทียนจิน โคเปนเฮเกน และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

Advertisements

และเนื่องจากบริเวณท่าเรือสำคัญส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำแข็ง เรือส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงไม่ได้รับการออกแบบให้ต่อสู้กับน้ำแข็งในทะเล โดยพื้นฐานแล้วสงครามนิวเคลียร์จะทำให้การค้าโลกถูกทำลาย

แต่การค้าจะไม่เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราหลังจากสงคราม ..ทีมงานอธิบายว่า อุณหภูมิของมหาสมุทรที่ลดลงจะนำไปสู่การตายอย่างกว้างขวางของสาหร่ายทะเล ตั้งแต่อาร์กติกไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือและมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ

เนื่องจากสาหร่ายทะเลเหล่านี้ถือเป็นรากฐานของห่วงโซ่อาหารทางทะเล การตายไปเช่นนี้จะทำให้เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ในมหาสมุทรของโลก และส่งผลที่เลวร้ายอย่างร้ายแรงต่อสัตว์อื่นๆ

การจับและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะหยุดชะงัก ทำให้เราขาดสิ่งที่เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขึ้นของการตายนี้ จะยิ่งใหญ่เกินกว่าจะประมาณการได้อย่างแม่นยำ

อ่านเรื่องอื่น

Advertisements
Advertisements