วิกฤตการตายของนก ไวรัสลึกลับทำให้นกตาบอดและตาย มันจะแพร่สู่คน?

เมื่อนักนิเวศวิทยานก Brian Evans เริ่มได้ยินข่าวเกี่ยวกับนกที่ตายทั่วเมืองหลวงของสหรัฐ Washington DC เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์นกอพยพแห่งสถาบันสมิธโซเนียน เริ่มสังเกตถึงความผิดปกติ จริงๆ แล้วการตายของนกในฤดูใบไม้ผลิเป็นเรื่องปกติ มีเพียง 30% ของลูกนกเท่านั้นที่รอดจนถึงปีหน้า แต่เมื่อช่วงการระบาดของโควิด 19 มันผิดปกติไปมาก

ขณะที่ Evans อยู่ในสวนหลังบ้านของเขาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เพื่อนบ้านของเขามาบอกเกี่ยวกับนกที่เธอเจอบนถนน ดูเหมือนมันตาบอดแล้วตอนเธอเดินไปหามัน มันไม่หนี ตอนนั้นที่ผมพบความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับมัน

ต่อมาวันนั้น เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเขาส่งข้อความเรื่องนกที่ตายมาแล้ว และครึ่งชั่วโมงต่อมาเพื่อนบ้านอีกคนเรียกเขามาดูนกที่ดวงตาแข็งขยับไม่ได้และไม่สามารถทรงตัวได้ “ผมได้เอามันไปส่งที่ศูนย์ดูแลสัตว์” เขากล่าว ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ ทำให้รู้ว่ามันแย่กว่าที่ผมคิดมาก

เขตโคลัมเบียและอย่างน้อย 12 รัฐตามแนวชายฝั่งตะวันออก มีรายงานนกหลายพันตัวที่มีอาการผิดปกติ ทั้งตาบอด ตัวสั่น และกำลังจะตาย และจากการตรวจพวกมันไม่ได้ติดไวรัสอะไรเลย ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องค้นหาคำตอบหายนะครั้งนี้ให้ได้

แม้มีรายงานนกที่ป่วยลดลงในเขต DC, Maryland และ Virginia ในสิ้นเดือนมิถุนายน แต่ยังมีรายงานใหม่อีกในรัฐอื่นๆ ในขณะที่สถานพักฟื้นสัตว์พยายามช่วยชีวิตพวกมันอย่างสุดความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญต่างเร่งตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอะไรอยู่

เรารู้อะไรเกี่ยวกับมันบ้าง?

“เหตุการณ์นี้น่าทึ่งมาก” Evans กล่าว สิ่งที่สำคัญคือจำนวนนกที่ป่วยและตาย รวมถึงสายพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งน่าตกใจมากว่ามันกระทบนกแทบทุกชนิด ตั้งแต่นกอินทรียันนกกระจอก ..ที่น่าประหลาดใจอีกอย่าง การแพร่กระจายของโรคพบได้อย่างน้อย 12 รัฐ รวมถึง DC ซึ่งเราไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มานานมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งหมดและแม้แต่ทั่วทั้งรัฐก็ยังยากที่จะระบุให้แน่ชัดได้ ทางนักวิจัยยังต้องทำความเข้าใจการระบาดครั้งนี้อย่างหนัก ทุกรัฐจะมีระบบในการรวบรวมข้อมูลของตัวเอง บางรัฐก็มีข้อมูลที่ลึกกว่าของรัฐอื่น อย่างเช่นเวอร์จิเนียมีระบบให้คนทั่วไปรายงานปัญหาการพบนกที่ป่วยหรือตายให้ได้ผ่านระบบทันที มีรายงานมากถึง 1,400 รายงาน

สิ่งที่เรารู้และไม่รู้?

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านสัตว์ป่าในรัฐที่ได้รับผลกระทบได้ประกาศว่า “ขณะนี้ยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเจ็บป่วยหรือตาย” การตรวจสอบซากนกไม่พบแบคทีเรียทั่วไปและไวรัส และยังไม่มีการแพร่สู่คน หรือนกในฟาร์มรวมถึงสัตว์อื่นๆ

มีการค้นพบแบคทีเรียในบางตัวอย่าง ซึ่งเป็นพวก Mycoplasma แต่มันไม่ใช่สิ่งผิดปกติของนกและมันไม่ส่งผลต่อระบบประสาทแบบที่เป็นกัน

การระบุสาเหตุของโรคระบาดมักเป็นกระบวนการที่ล่าช้า เนื่องจากต้องตัดความเป็นไปได้หลายอย่างออก กรณีนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมาก อย่างกรณีนี้อาการที่พบเกี่ยวกับระบบประสาทและตา มันอาจเป็นโรคชนิดใหม่ก็เป็นได้ หรืออาจจะหลายปัจจัยควบคู่กัน

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ จั๊กจั่น Brood X ที่อาศัยอยู่ในฝั่งตะวันออก มักเป็นอาหารของพวกนก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจมีอะไรบางอย่างในจักจั่นพวกนั้น

จักจั่นผู้ต้องสงสัย ?

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เมื่อนกเริ่มป่วยและตาย Evans และทีมนักวิจัยกำลังศึกษาจักจั่นอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของนกอย่างไร “ในขณะที่ผมกำลังพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน เราทุกคนตกอยู่ในวงล้อมของเสียงจักจั่นที่มีเสียงดังมากๆ”

ความจริงแล้วพวกมันจะออกมารวมตัวกันทุกๆ 17 ปี นกจะกินพวกมันเข้าไป และมีหลายตัวที่ล้มป่วย มีความเป็นไปได้ว่ามีเชื้อราที่ผลิตสารพิษหลอนประสาท

แต่จากการตรวจแล้วพบว่าจักจั่นอาจไม่ใช่สาเหตุการตายของพวกนก เพราะการระบาดนั้นนานกว่าระยะเวลาฟักตัวของพวกมัน และไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นกที่อาศัยในเขตนั้นจะไปที่อื่น อีกอย่างคือระยะเวลาการตายของนกนั้นไม่เชื่อมโยงกัน พวกจักจั่นเริ่มตายภายในช่วงกลางถึงปลายเดือนมิถุนายน แต่เดือนกรกฏาคมนกยังป่วยอยู่

การดูแลนกที่ใกล้ตาย

ที่ศูนย์ดูแลสัตว์ของ DC การเข้ามาของนกที่ป่วยทำให้เขาถึงกับใจสลาย – ผู้อำนวยการ Jim Monsma กล่าว

นกพวกนี้เป็นแค่ลูกนก เดิมพวกนั้นเริ่มเข้ามาไม่กี่ตัว จากนั้นมีคนเอาพวกมันมาที่นี่เยอะมาก หลายตัวตายก่อนมาถึงพวกเรา ส่วนพวกที่ยังไม่ตาย ดวงตาจะเริ่มบอด และบวม จากนั้นไม่นานเริ่มมีปัญหาทางระบบประสาท

ทางศูนย์ดูแลสัตว์รักษานกด้วยยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด แต่สุดท้ายเราก็ยังสูญเสียพวกเด็กๆ ไปจนได้ – Monsma กล่าว

“มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก ไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าพวกลูกนกที่ตาบอด เราพยายามช่วยมันทุกทางแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำให้มันไม่ต้องทรมานอีกต่อไป”

ตั้งแต่เริ่มการระบาด ศูนย์ดูแลรับนก 202 ตัวเข้ามารักษาตั้งแต่ พฤษภาคมถึง 23 มิถุนายน หลังจากนั้นไม่มีนกที่ป่วยมาเพิ่ม แต่ไม่นานนี้ได้มีเหยี่ยวหกตัวที่มีอาการคล้ายกันเข้ามารักษา มีรอดและฟื้นตัวได้เพียงหนึ่งตัว เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะกินนกที่ติดเชื้อเข้าไป

จะเป็นอย่างไรต่อไป?

ถึงแม้เคสนี้จะลดลงแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องหารสาเหตุต่อไป หากเป็นสารพิษที่มาจากมนุษย์ เราต้องรีบดำเนินการ ถ้าเป็นเชื้อโรค ประชาชนต้องรับรู้ เพราะผู้คนที่ให้อาหารพวกมันอาจมีส่วนในการแพร่กระจายต่อโรค

“เราไม่ต้องการถึงขนาดการงดให้อาหารนก แต่แหล่งที่ให้อาหารนกนั้นนกจะมารวมตัวกัน ทาง Monsma แนะนำว่าควรทำความสะอาดที่ให้อาหารนกเป็นประจำ นั้นพอจะช่วยได้”

ในระหว่างนี้ Monsma ได้เห็นนกบลูเจย์ (Blue Jays) ที่อายุน้อยและแข็งแรง ซึ่งเป็นอะไรที่น่าดีใจมาก เพราะมันเป็นสายพันธุ์ที่กระทบหนักสุดใน DC นกเป็นสัตว์ที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก “พวกมันอาจจะตายจากโรคภัย หรือแมว แต่มันสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง”

แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์เองกลับยังต้นทนทุกข์ เพราะพวกเขาได้พยายามช่วยชีวิตพวกมันอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ยังทำไม่ได้ ปัญหานี้ต้องสืบค้นต่อไป แต่หวังว่าจะไม่มีนกเคราะห์ร้ายมากไปกว่านี้อีกแล้ว

อ่านเรื่องอื่น