
และแม้จะมีข่าวเรื่องที่พบปูมะพร้าวในไทยอยู่สองสามครั้ง แต่มีเพียงครั้งเดียวที่ได้รับการยืนยันโดยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นเรื่องเมื่อ ปี พ.ศ. 2557 (2014) ซึ่งเป็นปูมะพร้าว 3 ตัว แต่ผมหาภาพที่ยืนยันว่าใช่ไม่เจอ หลังจากนั้นก็มีข่าวเจอที่ภูเก็ต ปีจำไม่ได้ แต่เหมือนข่าวปั่นที่มาจากพันทิพมากกว่า กับมีบางข่าวอ้างว่าเป็นปูมะพร้าวเด็ก แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันคือปูเสฉวนบกชนิดหนึ่ง ที่ใกล้เคียงน่าจะเป็น ปูเสฉวนยักษ์ หรือ โคอีโนบิต้า เบรวิมานัส (Coenobita brevimanus) เจ้านี่ตัวใหญ่ อาจพอๆ กับลูกมะพร้าว มีก้ามที่ใหญ่มากและอายุยืนมากด้วย หากมองเผินๆ จะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นปูมะพร้าววัยเด็ก ที่พอจะบอกได้ว่ามันคือปูเสฉวนยักษ์ คือ ก้ามอันนึงจะใหญ่และดูเป็นทรงกรม เอาเป็นว่า! วันนี้ผมจะมานำเสนอในเรื่องราวที่เกี่ยวกับปูมะพร้าวเท่าที่ผมรู้ในตอนนี้

ปูมะพร้าวคืออะไร?
ปูมะพร้าว (Birgus latro) จัดเป็นสัตว์ขาปล้องบนบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด พวกมันอยู่ในวงศ์ปูเสฉวน และปูมะพร้าว ที่ได้รับการจำแนกตอนนี้ก็มีเพียงชนิดเดียว แม้พวกมันจะมีสันหลากหลายก็ตาม พวกมันมีถิ่นกำเนิดในเกาะเล็กเกาะน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย
ในเรื่องขนาดตัว! โดยทั่วไป ตัวเต็มวัยจะมีหนักไม่เกิน 4 กิโลกรัม ยาวไม่เกิน 40 เซนติเมตร มีช่วงขาจะยาวไม่เกิน 1 เมตร ตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย มีบางรายงานอ้างว่า พบตัวอย่างที่มีน้ำหนักมากกว่า 17 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นขีดจำกัดทางทฤษฎี สำหรับสัตว์ขาปล้องที่อาศัยอยู่บนบก อย่างไรก็ตาม สำหรับสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ใต้น้ำ ขนาดสูงสุด ของสัตว์ขาปล้องอาจมากกว่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น ปูแมงมุมญี่ปุ่น (Macrocheira kaempferi) หากมันกางขา อาจมีขนาดถึง 1.2 เมตร
ในเรื่องอาหารของปูมะพร้าวบนบก พวกมันกินได้แทบทุกอย่าง โดยเฉพาะผลไม้อย่าง มะพร้าว นก ซากสัตว์ เคยมีข่าวเรื่องกินคนด้วยซ้ำ! และในบางพื้นที่ พวกมันก็ขโมยอาหารตามบ้าน จนเป็นที่มาของชื่อ ปูโจร
ทั้งนี้ปูมะพร้าวเป็นปูที่มีก้ามที่ทรงพลังมาก จากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2559 (2016) มีการวัดแรงหนีบของปูมะพร้าวในธรรมชาติ 29 ตัว ที่จับมาจากโอกินาวา นักวิจัยว่า พวกมันมีแรงหนีบต่ำสุดที่ 29.4 นิวตัน หรือ ประมาณ 3 กิโลกรัม และสูงสุดที่ 1,765.2 นิวตัน หรือ ประมาณ 180 กิโลกรัม ซึ่งเทียบเท่าแรงกัดของสิงโตตัวเต็มวัย และต้องไม่ลืมว่า นี่เป็นการทดสอบของปูมะพร้าวที่มีน้ำหนักไม่ถึง 4 กิโลด้วยซ้ำ!
ปูมะพร้าว หายไปจากประเทศไทย?
ก่อนอื่น! เพื่อให้เข้าใจ เรื่องราวที่เกี่ยวกับปูมะพร้าวในไทยให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทระดับโลก ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจหรือเห็นคุกคามของปูมะพร้าวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้มากขึ้น
และเมื่อเรามองย้อนกลับไปร้อยหรือพันปีก่อน ต้องยอมรับว่า เกาะเล็กเกาะน้อยในประเทศไทย เฉพาะฝั่งอันดามัน จะต้องเคยมีปูมะพร้าวอยู่แน่นอน เหตุผลง่ายๆ เลยคือ ปูพวกนี้ มีการกระจายพันธุ์กว้างใหญ่ไพศาลมากๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก แต่อาจเป็นเพราะ ปูมะพร้าว เป็นสัตว์ที่จำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสองอย่าง หนึ่งคือ ทะเลเปิด และอย่างที่สองคือ ป่าชายฝั่งทะเลที่มีพืชหรือผลไม้ นอกจากนี้ยังต้องมีพื้นดินที่เหมาะสำหรับการขุดโพรง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะไทยทำได้ไม่ค่อยดีในเงื่อนไขแรก เลยทำให้แทบไม่มีปูมะพร้าว แม้จะเมื่อร้อยปีก่อนก็ตาม
ตามบันทึกของต่างประเทศ ได้มีการพูดถึงปูมะพร้าวไว้ประมาณว่า ปูชนิดนี้ เคยพบได้ทั่วไปตามเกาะต่างๆ ทั่วภูมิภาค และมีมากเป็นพิเศษเกาะคริสต์มาส (christmas island) ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งแทบจะเป็นดินแดนแห่งปูเลยด้วยซ้ำ เกาะแห่งนี้ นอกจะมีปูมะพร้าวเยอะแล้ว ยังมีปูแดงที่ทุกปี พวกมันจะออกมาจากป่าเพื่อไปทะเลเป็นล้านๆ ตัว เหตุที่ปูพวกนี้ยังเยอะอยู่ได้ เพราะพวกเขาอนุรักษ์อย่างจริงจัง
หากมองในเรื่องการเติบโตของปูมะพร้าว! คุณจะไม่แปลกใจเลย ที่มันจะสูญพันธุ์ไปจากหลายส่วนของโลก รวมทั้งในไทย! วงจรชีวิตของพวกมันเปราะบางมาก นอกจากจะมีชีวิตในสองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว พวกมันยังโตช้ามากๆ แม้ว่าโลกใต้ทะเลของพวกมันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วงเวลาบนบกของพวกมันกลับยาวนานเป็นร้อยปี!
ปูพวกนี้โตช้ามากๆ ต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อให้ถึงระยะวัยเจริญพันธุ์ และเพื่อให้มันตัวโตใหญ่จนถึงขนาดสูงสุด อาจต้องใช้เวลา 30 ปี หรืออาจถึง 60 ปี ภาพ! ที่เห็นในอินเตอร์เนตส่วนใหญ่ จึงเป็นปูที่มีอายุเป็นสิบปี แค่นั้นยังไม่พอ พวกมันจำเป็นต้องซ้อนตัวนานนับเดือน หรือหลายเดือน หลังลอกคราบ ซึ่งระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับขนาดตัวของพวกมัน!
กล่าวโดยสรุปคือ ด้วยลักษณะทางชีววิทยาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตที่ช้ามาก วัยเจริญพันธุ์ที่มาถึงช้า และอายุขัยที่ยืนยาวมาก นอกจากนี้พวกมันยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกลยุทธ์การสืบพันธุ์แบบ K-selected หรือก็คือ พวกที่กว่าจะพร้อมมีลูกได้ ก็ต้องใช้เวลานานมาก และยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัตรารอดชีวิตของลูกหลานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่พวกมันอยู่! โดยตัวแปรสำคัญคือ นอกจาก อาหาร เนื้อที่ ก็มี มนุษย์! เนียล่ะที่ทำให้สิ่งต่างๆ บนเกาะแย่ลงอย่างรวดเร็ว การเกิดต่ำ การรอดชีวิตต่ำ นำไปสู่การล่มสลายของประชากร ส่วนพวกที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอายุมาก
ปูมะพร้าว เกิดในทะเล แล้วลอยไปเกาะอื่นได้หรือไม่?
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ปูมะพร้าวเมื่อขึ้นมาบนบก พวกมันจะกลายเป็นสัตว์บก มันว่ายน้ำไม่ได้ และจะจมน้ำตายได้ ในขั้นตอนผสมพันธุ์ของพวกมันจะเกิดขึ้นบนบก และจะขับไข่ออกมาบนบกในรอยแยกหรือโพรงใกล้ทะเล ซึ่งไข่จะเกาะติดอยู่ที่ท้องของตัวเมีย และจะอยู่อย่างงี้นาน 1 – 2 เดือน พอไข่ใกล้จะฟัก แม่ปูจะไปที่ชายฝั่ง เพื่อปล่อยตัวอ่อนลงทะเล
โดยในระยะนี้จะเรียกว่า โซเอีย (zoeae) ซึ่งเป็นตัวอ่อน พวกมันจะลอยไปลอยมาในทะเล คล้ายแพลงก์ตอนสัตว์! มาถึงตรงนี้ หลายคงคิดว่า! พวกมันก็น่าจะลอยไปถึงเกาะอื่นได้? ก็เป็นไปได้ แต่รอดยาก เพราะชีวิตนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ซึ่งจะอยู่แบบนี้อย่างมากที่สุดก็เดือนกว่าๆ ระหว่างนั้น จะลอกคราบสี่หรือห้าครั้ง
ในการล่องลอยตามกระแสน้ำในทะเลของพวกมัน หากมันลอยนานเกินไปจนพ่นระยะ โซเอีย (zoeae) พวกมันจะตาย ถ้าโชคดี มันอาจได้รับความช่วยเหลือจาก วัตถุลอยน้ำ เช่น ท่อนไม้หรือมะพร้าว ซึ่งช่วยยืดอายุให้กับพวกมันได้ชั่วคร่าว หากไม่สามารถขึ้นเกาะได้ มันก็จะตายอยู่ดี
เมื่อผ่านระยะ โซเอีย ตัวอ่อนจะเข้าสู่ระยะ กลอโคโธ (glaucothoe) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นแพลงก์ตอนสัตว์อีกต่อไป! พวกมันได้กลายเป็นสัตว์หน้าดิน! แล้วจะลงไปอาศัยที่พื้นทะเล แต่ก็อยู่แถวๆ ชายฝั่ง โดยในระยะนี้ พวกมันคล้ายกุ้งมาก ระหว่างที่อยู่พื้นทะเล พวกมันจะเริ่มมองหาเปลือกหอยขนาดเหมาะๆ เพื่ออยู่อาศัย โดยระยะนี้ จะใช้เวลาอย่างมากก็ 1 เดือน พวกมันต้องเข้าใกล้ชายฝั่งให้ได้มากที่สุด
ผ่านระยะ กลอโคโธ (glaucothoe) ก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้าย! ถ้าพวกมันไม่สามารถขึ้นชายหาดได้ พวกมันจะตาย! โดยระยะนี้ พวกมันต้องขึ้นบกเป็นครั้งคราว พวกมันจะเริ่มคล้ายปูเสฉวน แรกๆ พวกมันจะยังอ่อนแอ พวกมันต้องอยู่ระหว่างทะเลและบก จะลอกคราบ 3 – 4 ครั้ง ในปีแรก ระหว่างนั้นมันก็หาวัสดุอย่างเปลือก กะลามะพร้าว หรือ แม้แต่กระป๋องนม มาเป็นเปลือก และจะอยู่อย่างนี้จนอายุ 3 ปี จากนั้นก็จะกลายเป็นสัตว์บกเต็มตัว ไม่จำเป็นต้องกระป๋องอีก ในการลอกคราบแต่ละครั้ง ปูมะพร้าวจะกินคราบเก่าของมันทั้งหมด นี่เป็นเหตุผลทำไมจึงแทบไม่มีคราบเก่าของปูมะพร้าวเหลือไว้ให้ดู ซึ่งต่างจากกุ้งหรือปูส่วนใหญ่
ด้วยวงจรชีวิตแบบนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่ปูมะพร้าวจะกระจายพันธุ์มาที่เกาะแห่งใหม่ เกาะที่เคยมีปูมะพร้าวแต่สูญพันธุ์ไป ก็แทบไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นเองโดยธรรมชาติ และถึงแม้พวกมันจะถูกนำมาปล่อย ก็ยากจะพื้นฟูประชากร ด้วยเหตุผลกลยุทธ์การสืบพันธุ์แบบ K-selected ที่ทำให้พวกมันมีประชากรต่ำ ในขณะที่มีอายุขัยที่ยืนยาวมาก ซึ่ง! ไม่เหมาะกับโลกยุคปัจจุบันเลย ..กล่าวโดยสรุป ถ้าอยากให้มีพวกมันในไทยจริงๆ บางทีคงต้องปล่อยแบบไม่หยุดหยอน! นั้นล่ะ
สุดท้าย! คำถามที่เหลืออยู่
คำถามแรก! ปูมะพร้าวยังมีในไทยหรือไม่? อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ความเป็นไปได้ที่จะมีปูมะพร้าวเหลืออยู่คือที่ เกาะสี่ ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งอยู่ในพรมแดนสุดท้ายในเขตทะเลอันดามันที่ถือเป็นเกาะของไทย และหากมองไปที่หมู่เกาะนิโคบาร์ ที่มีความเหมาะสมกว่าเกาะของไทยมาก! ที่ซึ่งควรจะมีปูมะพร้าวมากมาย แต่ตอนนี้ทั้งหมู่เกาะยังมีรวมกันไม่ถึง 30 ตัวด้วยซ้ำ พอเจอแบบนี้ การที่จะเหลือปูมะพร้าวในไทย จึงค่อนข้างสิ้นหวัง แต่ถึงอย่างงั้น ปูมะพร้าวก็มีในไทยจริงๆ นั้นล่ะ ดังภาพปูดอง ที่ระบุเอามาจากเกาะสิมิลัน เมื่อปี พ.ศ. 2530
คำถามที่สองคือ! ในเมื่อปูมะพร้าวกลายเป็นสัตว์บก ทำไมมันจึงต้องคอยอยู่ตามชายหาด? คำตอบคือ พวกมันต้องสัมผัสกับทะเลเพื่อรักษาสมดุลของเกลือในร่างกายของพวกมัน จากคำตอบข้อนี้ โยนกลับไปข้อที่หนึ่ง ที่บางคนคิดว่า ที่เราไม่เห็นปูมะพร้าวบนเกาะของไทย ก็เพราะมันแบบอยู่ในป่าลึก จึงต้องปัดตกไป เพราะตลอดชีวิตของพวกมัน ต้องอยู่ใกล้ชายหาด! อย่างมากก็ห่างจากทะเลประมาณ 6 กิโลเมตร ไปไหนไกลนานๆ ไม่ได้
คำถามที่สามคือ เลี้ยงได้หรือไม่? เอาจริงๆ คำตอบนี้ ผมเคยเห็นปูมะพร้าวในร้านขายสัตว์เลี้ยงในไทย ซึ่งราคาแพงมาก > < ผมจึงคิดว่า เลี้ยงได้นั้นล่ะ แต่ก็เลี้ยงได้แค่ตัวที่โตแล้ว ส่วนเรื่องเลี้ยงครบวงจร เพาะพันธุ์ ขายเอาเนื้อ อะไรพวกนี้ ยังเป็นไปไม่ได้ เพราะวงจรชีวิตซับซ้อนเกินไป แถมโตช้าสุดๆ
คนถามสุดท้าย มีบางคนบอก ปูมะพร้าวมีเนื้อที่เป็นพิษ! เอาจริงๆ พวกมันตกเป็นแหล่งอาหารสำคัญของผู้คนตามหมู่เกาะ พวกมันถึงได้หายไปจากเกาะส่วนใหญ่ เรื่องที่พวกมันมีพิษทั้งหมดจึงปัดตกไปได้ ข่าวเรื่องที่เนื้อปูมะพร้าวเป็นพิษ อาจจะมาจากเหตุที่เกิดขึ้นในหมู่เกาะริวกิวของญี่ปุ่น ซึ่งเคยมีรายงานคนตายเพราะกินปูมะพร้าว ซึ่งเชื่อว่า เกิดจากการที่ปูมะพร้าวกินพืชบางชนิด เช่น เมล็ดของต้นตีนเป็ดทราย รวมถึง ตีนเป็ดน้ำ ที่ในธรรมชาติสามารถพบได้ตามชายหาด ผลของต้นไม้เหล่านี้ มีพิษโดยเมล็ดยิ่งอันตราย หากคนกินเข้าไปจะตายแน่นอน! จึงไม่แปลก หากปูมะพร้าวจะสะสมพิษเอาไว้










