หน้าแรก พืชและสัตว์ อารัล ทะเลที่ตายแล้ว ยังมีปลาเหลือหรือไม่

อารัล ทะเลที่ตายแล้ว ยังมีปลาเหลือหรือไม่

ทะเลอารัล (Aral Sea) เป็นชื่อทะเลสาบที่เคยอุดมสมบรูณ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก เคยเป็นทะเลสาบใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย แต่ตอนนี้มันได้กลายทะเลสาบที่ตายไปแล้ว นั้นเพราะพื้นที่ของทะเลอารัล มากกว่า 90% ได้กลายเป็นทะเลทราย แถมผื่นน้ำที่เหลืออยู่ก็เค็มกว่าปกติมากๆ เพราะแบบนี้ สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในน้ำจึงตาย และเพราะในคลิปที่ผมทำไปไม่กี่วันก่อน ผมได้พูดถึงทะเลอารัลไปเล็กน้อย ก็เลยเกิดความสงสัยว่า จะมีปลาอะไรเหลืออยู่หรือไม่? สุดท้ายเลยไปค้นหาคำตอบมาเล่าให้ได้ฟังกัน แน่นอนว่า ต้องเล่าถึงอดีตที่โคตรแย่ของทะเลอารัลให้ฟังด้วย ...ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยดีกว่า

ทะเลอารัล คืออะไร?

ทะเลอารัล (Aral Sea) ก็เหมือนกับทะเลที่อยู่ในแผ่น ดิน มันไม่ได้เชื่อมต่อกับทะเลภายนอกโดยตรง แต่ถึงอย่างงั้นมันก็มีขนาดที่ใหญ่มากๆ ในอดีต! ทะเลอารัลมีขนาด 68,000 ตารางกิโลเมตร หากนึกไม่ออกว่าใหญ่แค่ไหน ก็ลองนึกถึงกรุงเทพ มีขนาดไม่ถึง 1,600 ตารางกิโลเมตร หากรวมปริมณฑลก็ไม่ถึง 7,800 ตารางกิโลเมตร และเมื่อพูดถึงพื้นที่รับน้ำของทะเลอารัล ก็เคยมีขนาดเกิน 1.5 ล้าน ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า! เท่านี้คงเห็นภาพกันแล้วว่า ทะเลอารัลใหญ่แค่ไหน?

ส่วนการหายไปขอทะเลอารัล เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเป็น ฝีมือของ สหภาพโซเวียตในสมัยนั้น และแม้นักวิจัยและนักอนุรักษ์จะรู้อยู่แล้ว ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทำตามแผน! แต่พวกเขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะโครงการได้รับการอนุมัติโดยกลุ่มโปลิตบูโร (Politburo) หรือก็คือ สำนักงานการเมืองระดับสูงสุด ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตในสมัยนั้น …ประมาณว่าถ้าคุณไปขัด ก็จะหายตัวไปในเวลาไม่นาน

ส่วนจุดเริ่มต้นของการหายไปของทะเลอารัล เราสามารถเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนได้ เพราะมันเกิดจากความคิดที่จะเปลี่ยนเส้นทางน้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะ “ฝ้าย” ที่พวกเขาเรียกกันว่าทองคำสีขาว ซึ่งท้ายที่สุดก็ล่มสลายไปกับทะเลอารัลอยู่ดี เพราะการเปลี่ยนเส้นทางน้ำของพวกเขาไม่ได้ผล มันทำให้เกิดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์มากถึงร้อยละ 30 ถึง 75 ซึ่งรวมถึงน้ำที่แต่เดิมต้องเติมทะเลอารัลด้วย

ทั้งนี้! ทะเลอารัลเริ่มหดตัวจากขนาดเดิมในช่วงทศวรรษที่ 1960 จนในช่วงปี พ.ศ.2550 (2007) ก็มีขนาดเหลือเพียง 10% และถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทะเลอารัลส่วนทางเหนือ ทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันออก และทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันตก ในเรื่องความเค็มก็เกินกว่าที่จะมีปลาอาศัยอยู่ได้

จนในปี พ.ศ.2557 (2014) นาซ่า ได้เปิดเผยภาพที่แสดงให้เห็นว่า! ทะเลอารัล ได้แห้งเหลือดโดยสิ้นเชิง จนปัจุบันแอ่งทางทิศตะวันออก จะถูกเรียกว่าทะเลทรายอาราลคัม (Aralkum Desert) ซึ่งเต็มไปด้วยสุสานเรือ

ความพยายามในการกู้คืนทะเลอารัล

แน่นอนว่ามีบางประเทศที่มีเขตติดต่อกับทะเลอารัลที่เหลืออยู่ อย่างเช่นในคาซัคสถาน ที่พยายามอนุรักษ์และเติมน้ำให้กับทะเลอารัลส่วนทางเหนือ และอาจเป็นส่วนเดียวที่ทำสำเร็จจริงๆ โดยพวกเขาได้สร้างเขื่อนไดค์โคคาราล (Dike Kokaral) ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2548 (2005)

จนในปี พ.ศ.2551 (2008) ระดับน้ำก็สูงขึ้น 12 เมตร จนในปี พ.ศ.2556 (2013) ระดับน้ำก็สูงขึ้นถึง 42 เมตร! นอกจากนี้ ระดับความเค็มของทะเลอารัลส่วนทางเหนือจึงลดลงไปมาก จนในที่สุด! ปลาก็กลับมามากพอที่จับได้อีกครั้ง ระบบนิเวศในน้ำก็ฟื้นคืนเช่นกัน แต่ถึงอย่างงั้น พวกเขาทำได้เพียง รักษาพื้นที่ทะเลอารัลทางเหนือไม่ให้มีขนาดเล็กลงเท่านั้น

ปลาในทะเลอารัล

เนื่องจากทะเลอารัล เป็นทะเลในแผ่นดิน จึงไม่แปลกหากจะมีปลาเฉพาะถิ่น! ซึ่งทะเลอารัล มีปลาสเตอร์เจียนเฉพาะถิ่นถึง 3 ชนิด โดยปลาพวกนี้ส่วนใหญ่ยังพบได้ที่ทะเลอารัลส่วนทางเหนือ แต่ก็มีไม่มากนัก โดยเฉพาะ เซอร์ดาร์ยา สเตอร์เจียน (Syr Darya sturgeon) ซึ่งเป็นสเตอร์เจียนขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยถูกพบเห็นมากกว่า 65 ปีแล้ว …ส่วนปลาอื่นๆ อย่างปลาเทราท์สีน้ำตาลที่เคยมีอยู่มากมายก็สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่!

แน่นอนว่าเมื่อปลาตายแทบจะหมด เพราะน้ำเค็มเกินไป จึงมีแนวคิดที่จะนำเข้าปลาที่ทนน้ำเค็มมากได้! ปลาต่างถิ่นอย่าง ปลาเฮอริงบอลติก (Clupea harengus) ปลาลิ้นหมายุโรป (Platichthys flesus) มีแม้แต่ปลาจีน 3 ชนิด! ปลาช่อนเหนือ (Channa argus) ก็ถูกนำไปปล่อยในส่วนที่น้ำไม่ค่อยเค็ม

ปลาบางชนิดเช่น ปลากระบอก ซึ่งมีความพยายามนำเข้ามาจากทะเลแคสเปียนหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ ซึ่งถือเป็นรากฐานของระบบนิเวศในน้ำ ก็แทบจะพังทลายไปพร้อมทะเลอารัล ปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยสิ่งเหล่านี้ จึงอยู่ไม่ได้! โชคยังดีที่ผ่านไปอีกหลายปี ประชากรแพลงก์ตอนสัตว์ในทะเลอารัลทางเหนือก็ฟื้นตัวขึ้น ระบบนิเวศบางส่วนจึงฟื้นตัวกลับมาได้ แม้จะไม่ดีเหมือนก่อนก็ตาม

และตามรายงานของ nationalgeographic เมื่อ ปี พ.ศ.2561 (2018) ในทะเลอารัลทางเหนือที่เป็นน้ำแข็ง พวกเขารายงานว่า ยังมีปลาอาศัยอยู่ที่ใต้น้ำแข็งอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปลาไพค์เพิร์ช (pike-perch) ซึ่งเป็นปลาเนื้อดี และมีราคามากถึง 2 ดอลลาร์ ต่อกิโล โดยชาวพื้นเมืองเรียกมันว่าปลาทอง (gold fish) นั้นเพราะมันทำเงินให้พวกเขาได้

และแม้การจับปลาใต้น้ำแข็งจะยาก แต่พวกเขาจับได้ถึง 20 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่า ยังมีปลาอื่นๆ อีกหลายสิบกิโลด้วย …และนี่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ทะเลสาบอารัลทางเหนือนั้นประสบความสำเร็จ! และปลาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

อ่านเรื่องอื่น