
ทะเลอารัล คืออะไร?
ทะเลอารัล (Aral Sea) ก็เหมือนกับทะเลที่อยู่ในแผ่น ดิน มันไม่ได้เชื่อมต่อกับทะเลภายนอกโดยตรง แต่ถึงอย่างงั้นมันก็มีขนาดที่ใหญ่มากๆ ในอดีต! ทะเลอารัลมีขนาด 68,000 ตารางกิโลเมตร หากนึกไม่ออกว่าใหญ่แค่ไหน ก็ลองนึกถึงกรุงเทพ มีขนาดไม่ถึง 1,600 ตารางกิโลเมตร หากรวมปริมณฑลก็ไม่ถึง 7,800 ตารางกิโลเมตร และเมื่อพูดถึงพื้นที่รับน้ำของทะเลอารัล ก็เคยมีขนาดเกิน 1.5 ล้าน ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า! เท่านี้คงเห็นภาพกันแล้วว่า ทะเลอารัลใหญ่แค่ไหน?
ส่วนการหายไปขอทะเลอารัล เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่าเป็น ฝีมือของ สหภาพโซเวียตในสมัยนั้น และแม้นักวิจัยและนักอนุรักษ์จะรู้อยู่แล้ว ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทำตามแผน! แต่พวกเขาก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะโครงการได้รับการอนุมัติโดยกลุ่มโปลิตบูโร (Politburo) หรือก็คือ สำนักงานการเมืองระดับสูงสุด ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตในสมัยนั้น …ประมาณว่าถ้าคุณไปขัด ก็จะหายตัวไปในเวลาไม่นาน
ส่วนจุดเริ่มต้นของการหายไปของทะเลอารัล เราสามารถเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนได้ เพราะมันเกิดจากความคิดที่จะเปลี่ยนเส้นทางน้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะ “ฝ้าย” ที่พวกเขาเรียกกันว่าทองคำสีขาว ซึ่งท้ายที่สุดก็ล่มสลายไปกับทะเลอารัลอยู่ดี เพราะการเปลี่ยนเส้นทางน้ำของพวกเขาไม่ได้ผล มันทำให้เกิดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์มากถึงร้อยละ 30 ถึง 75 ซึ่งรวมถึงน้ำที่แต่เดิมต้องเติมทะเลอารัลด้วย
ทั้งนี้! ทะเลอารัลเริ่มหดตัวจากขนาดเดิมในช่วงทศวรรษที่ 1960 จนในช่วงปี พ.ศ.2550 (2007) ก็มีขนาดเหลือเพียง 10% และถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทะเลอารัลส่วนทางเหนือ ทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันออก และทะเลอารัลใต้ส่วนตะวันตก ในเรื่องความเค็มก็เกินกว่าที่จะมีปลาอาศัยอยู่ได้
จนในปี พ.ศ.2557 (2014) นาซ่า ได้เปิดเผยภาพที่แสดงให้เห็นว่า! ทะเลอารัล ได้แห้งเหลือดโดยสิ้นเชิง จนปัจุบันแอ่งทางทิศตะวันออก จะถูกเรียกว่าทะเลทรายอาราลคัม (Aralkum Desert) ซึ่งเต็มไปด้วยสุสานเรือ
ความพยายามในการกู้คืนทะเลอารัล
แน่นอนว่ามีบางประเทศที่มีเขตติดต่อกับทะเลอารัลที่เหลืออยู่ อย่างเช่นในคาซัคสถาน ที่พยายามอนุรักษ์และเติมน้ำให้กับทะเลอารัลส่วนทางเหนือ และอาจเป็นส่วนเดียวที่ทำสำเร็จจริงๆ โดยพวกเขาได้สร้างเขื่อนไดค์โคคาราล (Dike Kokaral) ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2548 (2005)
จนในปี พ.ศ.2551 (2008) ระดับน้ำก็สูงขึ้น 12 เมตร จนในปี พ.ศ.2556 (2013) ระดับน้ำก็สูงขึ้นถึง 42 เมตร! นอกจากนี้ ระดับความเค็มของทะเลอารัลส่วนทางเหนือจึงลดลงไปมาก จนในที่สุด! ปลาก็กลับมามากพอที่จับได้อีกครั้ง ระบบนิเวศในน้ำก็ฟื้นคืนเช่นกัน แต่ถึงอย่างงั้น พวกเขาทำได้เพียง รักษาพื้นที่ทะเลอารัลทางเหนือไม่ให้มีขนาดเล็กลงเท่านั้น
ปลาในทะเลอารัล
เนื่องจากทะเลอารัล เป็นทะเลในแผ่นดิน จึงไม่แปลกหากจะมีปลาเฉพาะถิ่น! ซึ่งทะเลอารัล มีปลาสเตอร์เจียนเฉพาะถิ่นถึง 3 ชนิด โดยปลาพวกนี้ส่วนใหญ่ยังพบได้ที่ทะเลอารัลส่วนทางเหนือ แต่ก็มีไม่มากนัก โดยเฉพาะ เซอร์ดาร์ยา สเตอร์เจียน (Syr Darya sturgeon) ซึ่งเป็นสเตอร์เจียนขนาดเล็กที่สุดในโลก แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยถูกพบเห็นมากกว่า 65 ปีแล้ว …ส่วนปลาอื่นๆ อย่างปลาเทราท์สีน้ำตาลที่เคยมีอยู่มากมายก็สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่!
แน่นอนว่าเมื่อปลาตายแทบจะหมด เพราะน้ำเค็มเกินไป จึงมีแนวคิดที่จะนำเข้าปลาที่ทนน้ำเค็มมากได้! ปลาต่างถิ่นอย่าง ปลาเฮอริงบอลติก (Clupea harengus) ปลาลิ้นหมายุโรป (Platichthys flesus) มีแม้แต่ปลาจีน 3 ชนิด! ปลาช่อนเหนือ (Channa argus) ก็ถูกนำไปปล่อยในส่วนที่น้ำไม่ค่อยเค็ม
ปลาบางชนิดเช่น ปลากระบอก ซึ่งมีความพยายามนำเข้ามาจากทะเลแคสเปียนหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก รวมถึงแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ ซึ่งถือเป็นรากฐานของระบบนิเวศในน้ำ ก็แทบจะพังทลายไปพร้อมทะเลอารัล ปลาและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยสิ่งเหล่านี้ จึงอยู่ไม่ได้! โชคยังดีที่ผ่านไปอีกหลายปี ประชากรแพลงก์ตอนสัตว์ในทะเลอารัลทางเหนือก็ฟื้นตัวขึ้น ระบบนิเวศบางส่วนจึงฟื้นตัวกลับมาได้ แม้จะไม่ดีเหมือนก่อนก็ตาม
และตามรายงานของ nationalgeographic เมื่อ ปี พ.ศ.2561 (2018) ในทะเลอารัลทางเหนือที่เป็นน้ำแข็ง พวกเขารายงานว่า ยังมีปลาอาศัยอยู่ที่ใต้น้ำแข็งอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปลาไพค์เพิร์ช (pike-perch) ซึ่งเป็นปลาเนื้อดี และมีราคามากถึง 2 ดอลลาร์ ต่อกิโล โดยชาวพื้นเมืองเรียกมันว่าปลาทอง (gold fish) นั้นเพราะมันทำเงินให้พวกเขาได้
และแม้การจับปลาใต้น้ำแข็งจะยาก แต่พวกเขาจับได้ถึง 20 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่า ยังมีปลาอื่นๆ อีกหลายสิบกิโลด้วย …และนี่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ทะเลสาบอารัลทางเหนือนั้นประสบความสำเร็จ! และปลาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
อ่านเรื่องอื่น
-
นี่คือสาเหตุที่ ‘ทะเลสาบกริฟฟิน’ เปลี่ยนแอลลิเกเตอร์ให้เป็นซอมบี้จริงๆ
-
ปลาน้ำจืด ที่อยู่ในน้ำลึกที่สุดในโลก พบในทะเลสาบลึกที่สุดเท่านั้น








