รีวิว ทริปตกปลา 5 วัน กลายเป็นโดนกักตัวนานนับเดือนที่ “พม่า” ได้ยังไง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปีที่แล้ว ผมเคยนำเสนอข่าวที่มีนักตกปลาชาวไทยถูกทางการพม่า จับตัวไปพร้อมกับเรือท่องเที่ยวตกปลาชื่อดังของไทย ซึ่งเป็นเรือเพื่อการ ท่องเที่ยว ตกปลา การจับครั้งนั้นมีนักตกปลา 20 คน และ 4 คนเป็นลูกเรือ และเหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นวันที่ 6 พ.ย. 2563

ตกปลาพม่า
ต่อไปผมจะมาเล่าเรื่องราวหลังถูกจับของพวกน้าๆ ทำอะไร โดนกักตัวยังไง และเรื่องนี้ผมได้รับอนุญาติจากเจ้าของภาพและเรื่องเป็นที่เรียบร้อย ..ข้อมูลทั้งหมดจากการบอกเล่าจากน้าที่โดนจับและอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

เริ่มเล่าก่อนโดนจับ

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมมากขึ้น ต้องขอบอกก่อนว่ากำหนดการณ์ ท่องเที่ยว ตกปลา ครั้งนี้คือวันที่ 6 – 10 พ.ย. 2563 โดยจากน้าได้เล่าว่า เดิมทีทริปนี้จะไป ตกปลาที่พม่า แต่สุดท้ายทางเรือแจ้งเปลี่ยนเป็น ทริปชายร่องสุรินทร์ ในเขตไทย และไม่ต้องใช้พาสปอร์ต

“หลังจากสะสมเสบียงอาหาร พวกเราขึ้นเรือวันที่ 6 พ.ย. 2563”

วันที่ 7 พ.ย. 2563 ประมาณตี 4 ตี 5 พวกเราก็มาถึงหมาย โดยกัปตันแจ้งว่าตกปลาเหยื่อก่อน ในตอนนี้พวกเรา “เข้าใจว่า” อยู่ระหว่างทาง ก่อนถึงชายร่องสุรินทร์ เมื่อเริ่มตกก็ต้องบอกว่า “ปลาเหยื่อกินดีมาก” เยลโล่ฟินทูน่า (ปลาทูน่าครีบเหลือง) ขนาด 2 กิโล กัดทุกไม้ที่ลง

เรือรบลำหนึ่งเข้ามาใกล้ จุดเริ่มต้นความยากลำบาก

พวกเราตกปลาเหยื่อจนได้ปลาประมาณนึง จนมีฉลามเข้ามากวนเหยื่อ พวกเราก็อัดฉลามไป 3 – 4 ตัว จนสว่างคาตา พอประมาณ 8 โมงเช้า ก็มีเรือรบลำหนึ่งเข้ามาใกล้ๆ มีการวิทยุเข้ามาขอตรวจค้น ในตอนนั้นลูกเรือบอกว่า “ไม่มีอะไร” คงแค่มาเนียนขอเครื่องดื่ม เดี๋ยวให้กัปตันคุย ซึ่งลูกเราดูแล้วลูกเรือเองก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวอะไร พวกเราก็เลยใจชื้น และคิดว่าเป็นปกติวิสัย แต่ทำไมเรือมันธงพม่า

เน้นอีกครั้ง ตอนนี้เราเข้าใจว่าอยู่แถวๆ ชายร่องสุรินทร์ แต่เวลานี้มีเรือที่ติดธงพม่า เข้ามาใกล้เรือตกปลาที่พวกเราอยู่ โดยทางเรือพม่าได้มาหยุดที่ระยะประมาณ 100 เมตร และทำตามขั้นตอนเพื่อขออนุญาตขึ้นเรือ (การเข้าขอตรวจค้นต้องทำในเวลาเช้าเท่านั้น)

จากนั้นก็มีทหารพร้อมปืนขึ้นมาบนเรือตกปลา แล้วบอกให้พวกเราทั้งหมดไปรวมที่หน้าเรือ จากนั้นจึงเริ่มค้นทุกอย่าง ตรวจทุกห้องบนเรือ ทหารแจ้งว่าไม่พบสิ่งผิดกฏหมาย และแจ้งเรื่องไปฐานทัพแล้ว จึงขอควบคุมเรือไว้ก่อน รอคำสั่งว่าจะทำยังไงต่อไปจากฐานทัพเรือ

วันที่ 8 พ.ย. 2563 เรือถูกสั่งให้ไปที่ “เกาะย่านเชือก”

เกาะย่านเชือก หนึ่งในเกาะสวยที่สุดในทะเลพม่า แต่สำหรับพวกเรามันเป็นจุดเริ่มต้นของความลำบาก ..เรือรบพม่าสั่งให้เรือตกปลาตามไปจอดที่เกาะย่านเชือก ซึ่งเป็น วันที่ 8 พ.ย. 2563 บริเวณเกาะย่านเชือก มองเข้าไปจะเห็นหมู่บ้านประมง เห็นเกาะที่ยังเป็นป่า ตอนนั้นเราคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคงปล่อยเรากลับไทย

หลังจากนั้นเรือรบก็พาเราไปยังบริเวณใกล้เกาะสอง จอดเรือหลังโรงแรม อันดามันคลับ Andaman Club ช่วงนี้ยังมีสัญญานโทรศัพท์ แต่พวกเราก็ไม่รู้ว่ามันคือโรมมิ่ง เลยโดนกันไปคนละหลายพัน

เวลานี้พวกเรายังคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่แค่รอเค้าปล่อยตัว ช่วงที่พวกเราถูกจับพอดีกับช่วงเลือกตั้งพม่า พวกเรายังไม่เครียดมาก และทหารพม่าก็บอกว่าไม่มีอะไร การควบคุมโดยทหารปลอดภัยกว่าการต้องขึ้นเกาะสอง ซึ่งเป็นช่วงที่โควิดพม่ารุนแรงมาก ให้พวกเรารอก่อน

เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย

พวกเราอยู่ตรงนี้อีกวันนึง แล้วทหารก็พาเรากลับไปยันเกาะย่านเชือกอีกครั้ง มาถึงตอนนี้พวกเรารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะแถวนี้ไม่มีสัญญานโทรศัพท์เลย ทางกัปตันได้ไปคุยกับทหารเรือหลายครั้งหลายหน ว่าเรือเค้าไม่ผิดใช่มั้ย จนสุดท้ายให้เขียนบันทึกข้อความมาฉบับนึง ตลอดเวลาที่คุยกับทหารเรือ จะเอาเพื่อนคนจีน ผม และพี่คนนึง ไปเป็นล่ามกับที่ปรึกษาเสมอ

โชคดีที่เพื่อนคนจีนมาด้วย ซึ่งเป็นคนเดียวที่แข็งแรงเรื่องภาษาอังกฤษ โดยข้อความที่เขียนก็คือหนังสือที่ออกข่าว ภาษาไทยหนึ่งฉบับ ภาษาอังกฤษหนึ่งฉบับ โดยกัปตันแจ้งว่าเขียนตามคำแนะนำของเรือรบ และสุดท้ายเรือรบก็เซ็นต์เป็นพยานให้ พวกเราก็ร่วมกันเซ็นต์ โดยคิดว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว ช่วยๆ กันให้ได้กลับบ้าน

ทางการไทยได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือลูกเรือ

เวลานี่ทางการไทยได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือลูกเรือเพื่อช่วยเรากลับบ้าน โดยศูนย์อยู่ที่จังหวัดระนอง โดยแจ้งมาว่าจะส่งเรือมารับเรากลับ แต่กลับได้เฉพาะคน เรือและอุปกรณ์จะไม่ได้ไปกับเรา

“แต่ทางกัปตันก็แจ้งกลับไปแล้วว่า คนพวกนี้เค้าไม่กลับหรอกนะถ้าไม่มีอุปกรณ์ อุปกรณ์ของเค้ามูลค่าเป็นล้าน” .เอ่อ ผมอยากบอกตอนนั้นจังว่า เอาผมกลับเถอะ ของผมสองสามแสนผมยกให้

6 วันผ่านไปหลังถูกควบคุมตัว

พวกเรายังอยู่ที่เกาะย่านเชือก ทางทหารบอกว่าจะส่งตัวเราไป แต่ความเข้าใจของพวกเราคือคิดว่าจะส่งกลับไทย พวกเราดีใจกันมาก จนเมื่อเรือวิ่งมาถึงหน้าเกาะสองเริ่มมีสัญญาน เพื่อนได้สอบถามทางไทย แจ้งว่าไม่ทราบเรื่องนี้

สรุปว่าพวกเราถูกส่งให้กับตม. พวกเราไม่ยอม ยื้ออยู่ในเรือ สอบถามฝั่งไทยแจ้งว่าไม่มีอำนาจในส่วนนี้ เราต้องยอม พวกเล่นเอาตำรวจน้ำถือปืนโดยนิ้วนี่อยู่ในโกร่งไก มาบังคับพวกเราทั้งหมดขึ้นฝั่งที่เกาะสอง

สภาพพวกเราตอนนี้ บอกตรงๆ กลัว เราไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไงต่อกับอนาคต มืดแล้วด้วย กลัวทั้งความปลอดภัย กลัวทั้งโควิด บนท่าเรือเต็มไปด้วยทหาร ตำรวจ มีปืน มีทีท่าโมโหที่เราไม่ยอมขึ้นเรือในตอนแรก พม่ามุงอีกเป็นร้อย

สุดท้ายหลังจากที่ไม่ยอมขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าทีให้ล่ามมาคุย โดยบอกว่าให้กัปตันขึ้นไปคุยก่อน จากนั้นเรียกไปทีละคน แต่เมื่อขึ้นไปแล้วก็โดนรวบตัว สุดท้ายก็ต้องยอมโดยปริยาย

เมื่อขึ้นฝั่ง เค้าถามชื่อนามสกุล จากนั้นต้อนไปขึ้นรถ ซึ่งเป็นรถพยาบาล คนขับกับผู้ช่วยใส่ชุด ppe เรียบร้อย จุดนี้เรารู้สึกปลอดภัยต่อโรค (เหรอ) คนขับดูดบุหรี่ในรถเลย มันปลอดภัยตรงไหน

เจ้าหน้าที่ต้อนขึ้นรถไปทั้งหมดห้าคัน โดยระหว่างที่ต้อนไปนั่น ได้ยึดมือถือของพวกเราไปด้วย ซึ่งเป็นความโชคดีของบางคนที่ไหวตัวทัน เก็บมือไปก่อน มือถือที่ถูกยึดตรงนี้จะเป็นของกัปตัน ลูกกัปตัน และของพวกผมบางคน แต่ไม่ได้ค้นอะไรจริงจัง เลยยึดไปได้ไม่หมด รูปบนเป็นตอนที่ขึ้นรถไปแล้วรอที่จะพาไปไหนไม่รู้

จุดเริ่มต้นการโดนกักตัวที่พม่า ( โควิด-19 )

ระหว่างรถวิ่งไปพวกเราก็สอบถามล่ามว่าจะถูกพาไปที่ไหน ล่ามก็ตอบว่าจะไป จะพาไปยังสถานที่กักตัว ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่ง

ถามว่าที่นี่เลวร้ายมั้ย? ตอบตรงๆ ว่า ตอนถามล่ามบอกว่าที่นี่จะเป็นที่กักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค โควิด-19 จะมีแต่พวกเราเท่านั้น พอมาถึงเป็นที่ มันเป็นโรงเรียนที่เหมือนยี่สิบปีก่อน เก่ามากหน่อย ห้องน้ำเป็นเหมือนห้องน้ำวัด

โดยตึกกักตัวเป็นอาคารไม้สองชั้น แบ่งเป็นสองปีก ด้านขวามีชั้นละสองห้อง เท่ากับด้านซ้าย เขาจัดให้อยู่ห้องละแปดคน โดยที่นอนมีโต๊ะ หรือเก้าอี้ต่อกัน คนละสามตัว ห้องที่เป็นเก้าอี้ก็ดีหน่อยเพราะจะไม่สูง แต่เก้าอี้แต่ละตัวสูงไม่สูงเท่ากัน

ของที่เตรียมไว้ให้เราแต่ละคนคือขันพลาสติก 1 ใบ สบู่หนึ่งก้อนยี่ห้อนกแก้ว สบู่กรดคนละแท่งสำหรับซักผ้า ยาสระผมแฟซ่าขวดเล็กหนึ่งขวด แก้ว จาน ช้อนสแตนเลสอย่างละ 1 อัน มุ้ง 1 ผืน

วิวห้องน้ำ มองเห็นทะเล
ที่นอน กักตัวที่ไทยกลายเป็นสวรรค์ไปเลย

ภาพบน! โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เราอยู่ที่นี่ วันแรก เช้ามีคนพม่ามาส่งอาหารให้พวกเรา ซึ่งเป็นของทางการ เขาบอกว่ามีงบให้คนละ 66 บาทไทย มื้อเช้าเป็นขนมทอดต่างๆ ปาท่องโก๋ยาวเป็นศอก ชา กาแฟ

เที่ยงเป็นมัสมั่นไก่ หรือไข่ หน้าตาคล้ายของไทย แต่ของเราน้ำมันลอยหน้าหน่อยนึง ของพม่าน้ำมันลอยหน้านิ้วนึง รสชาติแดกแทบไม่ได้ มื้อเย็นก็คล้ายกัน ถ้าเป็นเก๊า รับรองแย่แน่ ทุกมื้อจะมีแค่นี้

เค้ามาส่งให้พวกเราสามวัน วันที่สี่บอกว่างบหมด แต่ยังดีอยู่สองอย่างคือ 1) เงินไทยใช้ได้ 2) แม่ครัวบนเรือมีคนของเค้าอยู่ที่นี่ ต้องขอบคุณเพราะอยากกินอะไร อยากได้อะไรเป็นธุระให้หมด จ่ายตังไปเท่าไร อย่าถามหาเงินทอนนะครับ (ไม่มีทอน) รองเท้าแตะกับยาสระผมก็พันนึง บุหรี่ก็คอทละพัน

โดนกักตัว 21 วัน 22 คืน ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 (พม่า)

คืนแรกที่นอน ตีสองกว่ามีคนพม่าที่รู้ภายหลังว่าเป็นตำรวจ มาปลุก ขอถ่ายรูป สภาพตำรวจใส่โสร่ง สักมังกร มีกลิ่นเหล้า ผมเผ้ารุงรัง มาสามคน พูดก็ไม่รู้เรื่อง มาไล่ปลุกขอถ่ายรูป เจอมือถือใครก็ยึดไป มีพี่ถูกยึดไอโฟนไปอีกเครื่องคืนนี้ หลอนครับ เจอแบบนี้ ความปลอดภัยเราอยู่ตรงไหน ที่นอน เปิดหน้าต่างรับลม ไม่มีพัดลม ตีสองลมไม่พัด ตื่นเหงื่อท่วม ลมมาอีกทีตีห้า จะนอนต่อ พวกก็ตื่นกันหมดแล้ว ทรมานดี ดีว่าผมซื้อพัดลมมาตัวนึงในวันที่สี่

ซูมที่ฟูก ถ้าไม่มีฟูกนี้ คิดว่าอยู่กันยากเลย เป็นของที่ทางการไทยส่งมาให้เมื่อทราบเรื่องที่หลับที่นอนของเรา

พวกเราอยู่ที่โรงเรียนนี้ประมาน 28 วัน ระหว่างที่อยู่ที่โรงเรียน มีหลายภาพมาก ข่าวจากฝั่งไทย ข่าวฝั่งพม่า เอเย่นต่างๆ ที่เข้ามาบอกว่าจ่ายเท่าโน้นเท่านี้แล้วได้กลับ เรื่องของทางการพม่าคือ เราจะโดนดำเนินคดีฐานรุกล้ำน่านน้ำ เรื่องถูกส่งไปแล้วรอประธานาธิปดี ซึ่งคนที่เข้ามาผมเชื่อว่าเค้าเคลียร์ได้จริง ถ้าเรื่องไม่ถูกส่งไปเมืองหลวงซะก่อน

ตกปลาพม่าขอเล่าเรื่องความเป็นอยู่ที่โรงเรียน อาหารการกินจากส่วนพม่าที่ให้เรานี่ ผมเป็นคนกินง่ายๆ แต่ก็ยังกินแทบไม่ได้ การจัดการเรื่องอาหารเลยเป็นดังนี้

  1. ลูกน้องแม่ครัวบนเรือที่อยู่ฝั่งพม่า จะมาซื้ออาหารให้ช่วงเช้า จากร้านอาหารใต้ อาหารไทยบนเกาะสอง
  2. บ่ายสองโดยประมาณ จะมีอาหารส่งมาจากฝั่งระนอง โดยจากครอบครัวของเรือ

เราต้องบริหารอาหารสองชุดนี้ให้กินได้ทั้งวัน อะไรนะ!!! จะบอกว่าทางเรือก็ดูแล พูดเหมือนผมกินอาหารเหลา อดทนอยู่กันไป กินได้ก็กิน อร่อยก็กินเยอะหน่อย ไม่อร่อยก็ยังดีกว่าอาหารพม่า ลูกเมียรออยู่ กรูต้องรอดกลับไปให้ได้ และมันคือหน้าที่ๆ ทางเรือต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

พวกเรากันเองหาก อยากกินอะไรอื่น ยังขอให้ทางคนควบคุมไปซื้อให้ จ่ายค่าเดินกันไป น้ำแข็งยูนิคที่พม่า ถุงละ 25 บาท ผมก็ซื้อทุกวัน หมูปิ้ง วันละสองสามร้อย พวกผมเองจ่ายอื่นๆ เพื่อซื้อความสุขอันพอหาได้ เพื่อให้มีกำลังใจอยู่ต่อไป

รอฟังข่าว…ดี (หรือเปล่า)

ที่ๆ เราอยู่จะมีพี่ล่ามอยู่คนนึงเป็นคนที่เข้ามาประสานงานระหว่างทางการไทย ทางการพม่าและพวกเราอยู่ ก็ได้แกนี่แหละที่ร้องขอโน่นนี่ให้

วิวที่มองออกจากหน้าต่างที่กักตัวออกไป (น่าอยู่เป็นบ้า เมื่อเทียบกับที่เราอยู่)

กระทั่งร้องขอให้ไปพักที่โรงแรมแต่เรื่องตลกอย่างนึง ผู้ว่าพม่าโอเค นายอำเภอพม่าไม่โอเค เลยไม่ได้ไปในช่วงแรก ทางไทยเข้าใจว่าเราได้ย้ายออกจากโรงเรียนตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว แต่ไม่ใช่ เรายังกักตัวอยู่ที่โรงเรียน

ระหว่างกักตัว มีคนพม่าเข้ามากักตัวเพิ่มขึ้นๆ รวมถึงมีผู้ถูกรับออกไปรักษาเพราะตรวจเจอเชื้อ สองสามวันก็มารับไปอีก น่ากลัวมั้ยละ ส่วนตัวผมกลัวครับ ผมเป็นเบาหวานและสูบบุหรี่ ถ้าติด โควิด-19 นี่น่าจะตายชัวร์ ยิ่งอยู่พม่ายิ่งโอกาสมาก ประกอบกับความเครียด วันนึงดูดสองสามซอง ก็หลอนกันไปครับเรื่องนี้

ระว่างที่อยู่โรงเรียน ล่ามจะเข้ามาส่งข่าวว่าตอนนี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง เอกสารเดินทางอยู่นะ ให้รอก่อน ไม่วันจันทร์ก็วันพุธ ไม่วันพุธก็วันศุกร วันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า

ส่วนผมบอกความจริงกับพ่อตอนเข้ามาที่โรงเรียน ครบสัปดาห์พอดีเพราะหมดข้ออ้างแล้ว ไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วง ยังดีที่แกเข้มแข็ง พ่อผมบอกทุกวันว่าอย่าคิดมาก ระวังตัว เอาชีวิตกลับมาให้ได้

ผมบอกเลย จะนอนก็หลับไม่สนิท ทั้งจากสภาพที่นอน จากความกังวล ความเป็นห่วง งานจะเป็นยังไงบ้าง เมื่อไรจะได้กลับ ลูกเป็นยังไงบ้าง กลับไปจะโดนให้ออกรึเปล่า ออกแล้วจะหางานยังไง เศรษฐกิจแบบนี้ ถ้าออกจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าต่างๆ ผมสารภาพเลยว่า ผมนอนร้องไห้สามครั้ง สภาพจิตใจเราไม่ไหว ร้องไห้ช่วยปลอดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นไปได้เยอะ แต่ร้องไห้แล้ว สิ่งที่ทำต่อ เราต้องมาตลก เฮฮาให้มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ให้ทุกคนมีกำลังใจต่อไป

ต้นพิกุลต้นนี้ เป็นที่รวมของพวกเราทุกคน ข่าวดี ข่าวร้ายก็จะถูกแจ้งที่นี่ ประชุม ปรึกษาก็ที่นี่ ล่ามพม่ามาก็จะมานั่งที่นี่แจ้งข่าว

ต้นไม้แห่งความทรงจำ ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นพิกุล อยู่หน้าที่พัก มีที่นั่งล้อมรอบ ทุกเช้าผมจะตื่นมากวาดพื้นตรงนี้ เจ็ดโมงโดยประมาน เพื่อนๆ ก็จะออกมากินกาแฟ ผมก็จะสั่งซื้อชาพม่า ปาท่องโก๋ ของทอดพม่ามากินกันทุกคน ส่วนนี้ก็จะเอาเงินกองกลางของเราจ่ายกันเอง อันนี้หลังวันที่สามที่พม่าไม่ส่งอาหารให้แล้ว

พอแดดออก ก็จะไปอาบน้ำ ซักผ้า หาอะไรทำฆ่าเวลาไปเรื่อย พอบ่ายเราจะทำภารกิจกัน…เดี๋ยวผมเล่าเรื่องภารกิจให้ฟังต่อ

ภารกิจคือผลไม้ เราได้มะพร้าวกับมะม่วงมาก็ได้ทานกันทุกคน

การอยู่ไปวันวัน เพื่อรอข่าวมันเป็นอะไรที่ยากมาก ที่จะผ่านเวลาไปเฉยๆ สิ่งที่ให้เราผ่านไปได้คือ การหาเป้าหมายรายวัน ให้มีอะไรทำ ให้สมองได้ใช้งาน พวกผมหลักๆ คือน้องชัย ผู้ชายตัวเล็กแต่ใจใหญ่

แต่ละวันจะคิดกันว่าเราหาอะไรกินดีตอนบ่าย หากคุยกันว่าจะกินไอติมกัน เราก็จะพยายามไปตะล่อมคนเฝ้าให้ไปซื้อให้ แต่ต้องหาทางอธิบายว่ามันคืออะไร แบบไหน พม่าไม่เก่งภาษาอังกฤษยิ่งกว่าเรา เช่น ครั้งแรกของไอติม เราเสียไปสองร้อย ได้ไอติมมาแปดไม้ แต่เป็นแบบอันละสิบบาทที่ไทย

ต่อคิวช่วยกันตักน้ำไปใส่ถังส้วม
สรุปเราอยู่ที่โรงเรียนนี้ตั้งแต่ 13 พฤศจิกายน ถึง 4 ธันวาคม 2563รวม 21 วัน 22คืน

ชีวิตโดนกักตัวดีขึ้นอีกหน่อย

วันที่ 4 ธันวาคม เราได้ย้ายไปอยู่ที่โรงแรม วิคตอเรียคลิฟ เป็นโรงแรมสามดาว สวย ดูดี แต่ที่เราพักนั้นเป็นห้องที่เอาที่จอดรถมาปรับปรุง ใช้โครงสร้างเดิมของหลังคาที่จอดรถ มาเพิ่มโครงสร้างบางส่วน แล้วทำเป็นห้อง มีแอร์ มีห้องน้ำ ห้องนึงอยู่สามคน ค่าห้องคนละพันบาทต่อวัน โดยย้ายมาที่นี่ทั้งหมด รวม 24 คน ลูกค้าและคนของเรือ

ทางโรงแรมจะส่งอาหารให้สามมื้อ ชีวิตดีขึ้น นอนเตียง มีแอร์ มีห้องน้ำ มีทีวีดู แต่สำหรับผม ผมอยากกลับบ้าน ยังนอนหลับไม่สนิทเหมือนเดิม ความกังวลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

ปัญหาหลักคือเรื่องการดำเนินการเอกสารต่างๆ ของพม่า ช้ามากๆ เค้ายังใช้โทรเลขอยู่ ภาษากลางของเค้าคือภาษาพม่า เขียนถูกเขียนผิดนี่เราไม่รู้เลย แต่ดีที่สั่งเบียร์ได้ นอนไม่หลับ ตอกเบียร์ไป ก็หลับได้ซักพัก

ผมลืมเล่าเรื่องเกี่ยวกับการตรวจโควิดที่พม่า เราถูกตรวจอุณหภูมิตอนอยู่ที่โรงเรียนทุกวัน เค้าใช้ที่วัดแบบยิงสีส้มๆ แบบที่ไทยใช้ช่วงแรกๆ ความละเอียดแม่นยำหาไม่ค่อยไม่ได้ ตอนหลังเรามาใช้ แบบสีขาวที่ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น เค้าวัดเรานี่ยิงห่างสามเมตร อ่านจบ 28 องศา ตอบว่าปกติ

ทุกวันเวลา 11.30 น. จะมีรถขายอาหารทะเลวิ่งมาขายโดยบังพม่า มีกุ้งแชบ๊วย ปูม้า ปูดำ หอยตลับ ปลาหมึกและหอยโข่งทะเล ปลากระพงขาว ราคาดีครับ กระพงขาวโล350บาท (แพง!) เราคนตกปลาเห็นราคานี่เอ่อ!!! แต่เราก็อุดหนุนทุกวัน พันสองพัน ยังไงก็ดีกว่าข้าวกล่องแน่นอน

ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน

ผ่านไปหลายวัน ทางล่ามก็เข้ามาแจ้งข่าวเรื่อยๆ ตอนนี้เรื่องอยู่ที่โน่นที่นี่ ใกล้แล้ว วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม ตม.ได้เข้ามาแจ้งว่าสรุป คนทั้งหมดไม่มีความผิด แต่กัปตัน ลูกเรือไทย 1 คน ลูกเรือพม่าสองคน จะถูกดำเนินคดี และได้ควบคุมคนทั้งหมดไปขังที่โรงพักเกาะสองเพื่อรอขึ้นศาล

ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน

ส่วนที่เหลือรอผลักดันกลับประเทศ แต่ประเด็นนี้ก่อนหน้า ทางล่ามพม่าบอกว่า ไม่ต้องห่วงๆ กัปตันหรือใครๆ ไม่ติดคุกแน่ ไม่ขังคุกแน่ๆ แล้วนี่คืออะไร!!! พวกเราก็รอหนังสือส่งตัวกันจนวันอาทิตย์ ทางล่ามก็เข้ามาบอก ไม่ต้องห่วงๆ ไม่เกินวันศุกร์ที่ 18 นี้ได้กลับแน่ๆ ผมฟังข่าวแบบนี้มากี่รอบก็ไม่รู้ยังไม่ได้กลับซะที รอโน่น รอนี่ รอเอกสาร รออนุมัติ รอโทรเลข รอ . . .

พวกผมเลยถามว่า ทำยังไงถึงจะได้กลับ วันนี้พรุ่งนี้บ้าง? กระบวนการโน่นนี่ จากพวกเราที่ขอความช่วยเหลือ อย่าถามถึงคนเรือนะ ไม่ได้มีบทบาทตรงนี้เลย แต่ก็ได้อานิสงค์จากลูกค้า ที่ดำเนินการกันเอง

สรุปครับผมได้กลับเช้าวันอังคาร จากที่ทะเลาะหาข้อสรุป สอบถามความช่วยเหลือจากคนเรือ …ไม่มีซักบาท ขอบคุณที่ได้กลับไทย อันนี้ละ ทีมาของสองร้อยเค ..จบรีวิว .. กักตัวที่ไทยต่อ

อ่านเพิ่มเติม