จักรวาลที่ 25 การทดลอง ‘ยูโทเปีย’ ของหนูเพื่อจำลองวันสิ้นโลก

ในช่วงเวลาสองสามร้อยปีที่ผ่านมา ประชากรมนุษย์บนโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งพันล้านคนในปี 1804 เป็น เจ็ดพันล้านคนในปี 2017 ซึ่งทำให้มีเกิดความกังวลว่าจำนวนมนุษย์ที่มากขึ้นอาจสร้างปัญหาเกี่ยวกับการผลิตอาหาร จนนำไปสู่ความอดอยากทั่วโลก

จักรวาลที่ 25

มีทฤษฏีอย่าง Malthusians มองว่าเมื่อทรัพยากรหมดลง ประชากรจะเริ่มการ “ควบคุม” ตัวเองด้วยการล้มตายจำนวนมากของประชากรจนกว่าอัตราการตายจะลดลงจนนิ่ง เมื่อมันเกิดขึ้นความก้าวหน้าในการทำการเกษตรและผลิตอาหารแบบใหม่จะทำให้มีอาหารเพียงพอสำหรับการเลี้ยงประชากรมากถึง หนึ่งหมื่นล้านคน แต่ในระหว่างการแจกจ่ายอาหารอาจทำให้เกิดความอดยากจำนวนมากขึ้นได้อีก และสิ่งนี้อาจทำให้มนุษย์สามารถผลิตอาหารได้มากกว่าที่ต้องการ

ในขณะที่ทุกคนกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนทรัพยากร ในปี 1970 นักวิจัยด้านพฤติกรรมคนหนึ่ง พยายามตอบคำถามที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น “จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมที่มีความอดอยากสูง” และจากการศึกษาพบว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเมื่อการอดอยากมากถึงที่สุด สิ่งที่ตามมาในไม่ช้าคือ “การกินกันเอง”

เริ่มต้นการทดลอง จักรวาลที่ 25 (Universe 25)

John B Calhoun เริ่มต้นการทดลองที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานของหนู และติดตามผลกระทบต่อประชากรหนูเมื่อเวลาผ่านไป โดยการทดลองนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “จักรวาลที่ 25”

เนื้อหาของการทดลองนี้คือ การนำหนูสี่คู่มาผสมพันธุ์และเอาไปไว้ในสถานที่เรียกว่า “ยูโทเปีย (Utopia)’’ หรือดินแดนอันสมบรูณ์แบบ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเผื่อขจัดปัญหาที่จะนำไปสู่การตายในธรรมชาติ

พวกมันสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างไม่จำกัดผ่านที่ให้อาหาร 16 อัน ซึ่งเข้าได้ทางอุโมงค์ และจะให้อาหารหนูได้มากถึง 25 ตัวต่อครั้ง เช่นเดียวกับขวดให้น้ำที่อยู่ข้างบน มีการจัดหาวัสดุทำรังมาให้พร้อม สภาพอากาศในที่ทำการทดลองอยู่ที่ 20 °C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สมบรูณ์แบบ และหนูที่นำมา ก็ผ่านการคัดเลือกสุขภาพอย่างดีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ยูโทเปีย

การทดลองเริ่มต้น อย่างที่คาดการไว้ พวกหนูมักใช้เวลาในการหาอาหารและที่พักพิงสำหรับการสืบพันธุ์ในปริมารถที่มาก ทุกๆ 55 วันประชากรหนูจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และเมื่อประชากรหนูถึง 620 ตัว จำนวนประชากรจะ “เริ่มลดการเพิ่มจำนวน” จากนั้นพวกมันจะเริ่มแยกตัวเป็นกลุ่มๆ

“ในเหตุการณ์ปกติในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ พวกหนูที่อายุน้อยจะมีโอกาสรอดจนโตขึ้นเพื่อทดแทนหนูที่ตายหรือแก่ และพวกหนูที่เป็นส่วนเกินจะอพยพหนีไปที่อื่น”

“แต่ในยูโทเปีย พวกหนูที่เป็นส่วนเกินไม่สามารถอพยพได้เพราะไม่มีที่ไป พวกที่ไม่มีหน้าที่สำคัญก็จะถูกโดดเดี่ยว” พวกหนูตัวผู้ที่ถูกโดดเดี่ยวจะไม่ตอบสนองต่อการถูกรุกราน มันจะนอนนิ่งอยู่แบบนั้นหรืออาจไปโจมตีหนูที่โดดเดี่ยวตัวอื่น ส่วนหนูตัวเมียที่เป็นคู่ของพวกหนูตัวผู้ที่โดดเดี่ยวก็จะถอนตัวออกไปเช่นกัน พวกมันจะใช้เวลาทั้งวันในการหากิน หลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์และไม่เคยต่อสู้เลย

การแยกตัวของพฤติกรรมหนูไม่ได้จำกัดเฉพาะภายนอกเท่านั้น พวกตัวหัวหน้าฝูงจะก้าวร้าวขึ้นมาก โจมตีหนูตัวอื่นอย่างไร้เหตุผลและข่มขืนหนูตัวอื่นทั้งตัวผู้และตัวเมีย และถึงขั้นฆ่าหนูตัวอื่นแล้วกินเป็นอาหาร

ถึงแม้จะได้รับการตอบสนองด้านอาหารและน้ำที่เพียงพอ แต่แม่หนูก็ยังทิ้งลูกๆ ของพวกมัน และปล่อยให้เอาตัวรอดเอง ส่วนพวกที่ยังเลี้ยงดูลูกก็จะก้าวร้าวขึ้นมาก และไล่ตัวผู้ออกไปด้วย และบางครั้งตัวแม่ก็ฆ่าลูกๆ ของมัน ในยูโทเปีย ลูกหนูมีการตายถึง 90% ซึ่งถือว่าสูงมาก

ทั้งหมดนี่คือช่วงแรกของการล่มสลายของยูโทเปีย ในช่วงที่ Calhoun เรียกว่า “การตายครั้งที่สอง” พวกลูกหนูที่รอดจากการโจมตีจากแม่ของมันหรือตัวอื่นๆ ก็จะเติบโตขึ้นมาพร้อมพฤติกรรมที่ผิดปกติ ทำให้พวกมันไม่เคยเรียนรู้พฤติกรรมปกติของหนู และหลายตัวแสดงความต้องการสืบพันธุ์เพียงเล็กน้อย บางตัวไม่สนใจเลย สนใจแต่การกินอาหารอย่างเดียว

ประชากรหนูถึงจุดสูงสุดที่ 2,200 ตัว ซึ่งน้อยกว่าความจุหนู 3,000 ตัว (น้อยกว่าที่คิดมาก) จากนั้นจำนวนพวกมันเริ่มลดลงเรื่อยๆ หนูหลายตัวไม่สนใจการสืบพันธุ์และไปอยู่ชั้นบนของยูโทเปีย และหนูบางตัวที่ด้านล่างก็ตั้งตัวเป็นอันธพาลโจมตีและฆ่าหนูตัวอื่นๆ เพื่อกินเป็นอาหาร อัตราการเกิดที่ตํ่าและการตายที่สูงของลูกหนู อาจทำให้ประชากรหนูสูญพันธุ์ได้ ทั้งๆ ที่อาหารและน้ำยังมีสมบรูณ์

Calhoun ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “พฤติกรรมที่ตกต่ำลง”

“สำหรับสัตว์ธรรมดาอย่างหนู พฤติกรรมที่ซับซ้อนของมันมีตั้งแต่การสืบพันธุ์ การเลี้ยงดูลูก การปกป้องเขตแดน และลำดับสังคม เป็นสิ่งที่สร้างให้พวกหนูมีสังคม แต่เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่ ไม่มีการพัฒนาทางสังคมและไม่มีการแพร่พันธุ์ จากผลการทดลองที่ออกมา ประชากรทั้งหมดจะแก่ลงและตายทำให้พวกมันสูญพันธุ์ได้”

เขาเชื่อว่าการทดลองกับหนูสามารถนำไปใช้กับมนุษย์ได้เช่นกัน แต่การทดลองจริงๆ อาจจะส่งผลที่น่ากลัวและสยดสยองกว่านี้ก็เป็นได้

สำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอย่างเช่นมนุษย์ ไม่มีเหตุผลว่าทำไมลำดับเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ได้ เพราะความรุนแรงพวกนี้องค์การทางสังคมและกฏหมายยังสามารถควบคุมได้

ในขณะนั้นการทดลองและข้อสรุปได้รับความสนใจค่อนข้างมาก มันสอดคล้องกับความรู้สึกของผู้คนที่รู้สึกเกี่ยวกับความแออัดยัดเยียดในเมืองที่นำไปสู่ “ความเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม” (แต่แน่นอนว่าสิ่งนี้ยังขาดปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ความอยากจน อคติด้านชนชั้น, ศาสนา และ เชื้อชาติ)

อย่างไรก็ตาม ผู้คนก็ตั้งคำถามว่าการทดลองนี้สามารถประยุกต์ใช้กับมนุษย์ได้ง่ายจริงหรือไม่ และผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าจริงๆ เราจะเชื่อว่าการทดลองนี้สามารถทำได้กับมนุษย์จริงๆ หรือไม่?

การสิ้นสุดของยูโทเปีย อาจเกิดขึ้นได้จริง แต่ไม่ได้มาจากความหนาแน่นของประชากร แต่มาจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มากเกินไป นักประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ Edmund Ramsden กล่าวในปี 2008 ว่า หนูของ Calhoun ไม่ได้คลุ้มคลั่งไปทั้งหมด พวกที่ควบคุมพื้นที่ของมันได้ก็ใช้ชีวิตกันปกติ

นอกจากนี้การทดลองยังถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาประชากรที่มากไป แต่เป็นการสร้างสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความก้าวร้าวและพฤติกรรมมากกว่า

อ่านเรื่องอื่น