ชนิดที่ 1. แอนนาไมต์ บาร์บ (Hypsibarbus annamensis)
ถูกพบครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2512 (1969) ในเวียดนาม มันเป็นปลาที่อยู่ในสกุล ฮีป-ซี-บาร์-บัส (Hypsibarbus) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกับปลาตะพัด! รู้จักจากตัวอย่างเพียงสามตัวเท่านั้น หนึ่งตัวถูกพบในปี พ.ศ.2479 (1936) และอีกสองตัวถูกพบในปี พ.ศ.2512 (1969) น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้ นักวิจัยก็ยังไม่แน่ใจว่าทำไม ปลาชนิดนี้ถึงหายไป แต่สถานที่ที่พบตัวอย่างแรก ได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในช่วงทศวรรษที่ 1970 ..สถานะปัจจุบันคือ ไม่มีข้อมูล

ชนิดที่ 2. ดิยาบาร์เคอร์ โลช (Paraschistura chrysicristinae)
แม้ว่าปลาชนิดนี้จะมีหน้าตาคล้ายกับปลาค้อที่อาศัยอยู่ตามแก่งหินบ้านเรา แต่มันก็ไม่ได้อยู่ในสกุลหรือแม้แต่วงศ์เดียวกันปลาค้อ แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าปลาชนิดนี้หายไปเมื่อไร แต่โชคยังดีที่เมื่อปี พ.ศ. 2564 (2021) มีรายงานการพบปลาชนิดนี้ในรอบ 49 ปี หลังจากนั้นก็มีรายงานเพิ่มเติม มันเป็นปลาขนาดเล็กที่ถูกพบครั้งแรกใน ปี พ.ศ.2529 (1986) ในประเทศตุรกี การหายไปของปลาชนิดเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน ระหว่าง ปี พ.ศ.2529 (1986) จนถึง ปี พ.ศ. 2542 (1999) …สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ
ชนิดที่ 3. ดั๊กบิลด์ บันติงกี้ (Adrianichthys kruyti)
เป็นปลาที่ถูกพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2526 (1983) ในประเทศอินโดนิเซีย หรือมากกว่า 40 ปี เป็นปลาที่ยาวประมาณ 11 เซนติเมตร หรืออาจมากกว่าอีกเล็กน้อย ชาวประมงท้องถิ่นเชื่อว่า ประชากรปลาหายไปอย่างรวดเร็ว เกี่ยวข้องกับการปะทุของภูเขาไฟโคโล ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ปลาต่างถิ่นและปรสิตที่มาจากภายนอกก็มีส่วนเช่นกัน…สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ

ชนิดที่ 4. สปินนิช ไพป์ฟิช (Microphis spinachioides)
หนึ่งในปลาที่มีข้อมูลน้อยที่สุดในโลก แต่ก็ไม่แปลกเพราะมันเป็นปลาที่พบเฉพาะในปาปัวนิวกินี ซึ่งในสมัยก่อน เป็นภูมิภาคที่ยากจะเข้าถึง ปลาชนิดนี้ เคยมีตัวอย่างเพียงตัวเดียว แต่ได้ถูกทำลายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2528 (1985) หรือเมื่อ 40 ปีก่อน …สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ

ชนิดที่ 5. เลพเพิร์ด บาร์เบิล (Luciobarbus subquincunciatus)
เป็นปลาที่ถูกพบเพียง 1 ตัว หลังจากหายไป 12 ปี ครั้งล่าสุดที่ถูกพบคือ ปี พ.ศ. 2567 (2024) แม้ก่อนหน้านี้จะมีการพบ แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันชนิดได้ ส่วนสาเหตุการหายไป เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนหลายแห่งในแม่น้ำไทกริส ในเขตตุรกี ..สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ
ชนิดที่ 6. เซอร์ดาร์ยา สเตอร์เจิน (Pseudoscaphirhynchus fedtschenkoi)
จัดเป็นปลาสเตอร์เจินที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งยาวได้ประมาณ 30 เซนติเมตรเท่านั้น ถูกพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2503 (1960) ในประเทศคาซัคสถาน เป็นปลาเฉพาะถิ่นที่อาศัยในแม่น้ำเซอร์ ดาร์ยา และเคยมีรายงานการพบที่ทะเลอารัล แต่เพราะการบริหารน้ำที่ผิดพลาด ทะเลอารัลได้กลายเป็นทะเลทรายไปแล้ว! ..สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ
ชนิดที่ 7. ติติกากา โอเรสเทียส (Orestias cuvieri)
เป็นปลาที่ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2495 (1952) หรือเมื่อกว่า 70 ปี ก่อน เป็นปลาเฉพาะถิ่นของทะเลสาบติติกากา ซึ่งกินพื้นที่ของประเทศเปรูและประเทศโบลิเวีย และยังเป็นปลาขนาดใหญ่ในสกุลของมันด้วย จุดเริ่มต้นที่ทำให้ปลาชนิดนี้หายไป คือการนำเข้าไข่ปลาเทราต์ 5 แสนฟอง ไปปล่อยในทะเลสาบ ประกอบกับสารพิษที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายปลาที่หายากและเปราะบางชนิดนี้ก็หายไป ..สถานะปัจจุบันคือ ไม่มีข้อมูล
ชนิดที่ 8. ฮาดิธา เคฟฟิช (Caecocypris basimi)
ถูกพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2526 (1983) จัดเป็นปลาเฉพาะถิ่นที่พบในถ้ำ ฮาดิธา ในประเทศอีรัก ส่วนสาเหตุที่ปลาชนิดนี้หายไป เกิดจากการสูบน้ำในบริเวณใกล้เคียง เป็นเหตุให้น้ำใต้ดินลดลงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง สุดท้ายปลาก็หายไป ..สถานะปัจจุบันคือ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ

ชนิดที่ 9. ปลาหมอสีอิตาซี่ (Ptychochromoides itasy)
เป็นปลาที่ถูกครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2553 (2010) ในมาดากัสการ์ ในอดีตปลาชนิดนี้เคยถูกประกาศการสูญพันธุ์ไปในช่วง ทศวรรษปี 1970 แต่เพราะถูกพบอีกครั้งในปี พ.ศ.2553 (2010) จึงถูกยกสถานะขึ้นมาเป็นใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่มีรายงานการพบเพิ่มเติม

ชนิดที่ 10. ปลาดุกอ้วน (Rhizosomichthys totae)
อาจเป็นปลาที่แปลกประหลาดที่สุดในบรรดาปลาดุก มันเป็นปลาที่มีผิวมันจนเหมือนถูกเคลือบด้วยจาระบี มันเป็นปลาที่ถูกระบุว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ มีการพบเห็นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2500 (1957) ในโคลอมเบีย และมีตัวอย่างเพียง 10 ตัวเท่านั้น วิธีใช้ประโยชน์ของปลาชนิดนี้ค่อนข้างแปลกมาก คนในท้องถิ่น ที่อาศัยบริเวณทะเลสาบโททา จะเสียบมันไว้บนกิ่งไม้ ตั้งไฟ และใช้เพื่อเป็นคบเพลิง ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกมันหายไป เริ่มต้นจาก เทราต์สายรุ้งจำนวน 100,000 ฟอง ที่นำเข้ามาจากอเมริกาเหนือลงทะเลสาบโททา




